top of page

Reclinic
หมอคณินทร์

หน้าแรก  ›  บริการ  ›  ข้อเข่าเสื่อม

บทความสุขภาพ · ข้อเข่า

ข้อเข่าเสื่อม อาการ สาเหตุ
และวิธีรักษา

ข้อเข่าเสื่อม (knee osteoarthritis) คือโรคที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่าค่อย ๆ สึกบางลง ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ ทำให้ปวดเข่าเวลาเดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกจากเก้าอี้ เป็นโรคข้อที่พบบ่อยในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ [1] แม้โรคนี้จะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ควบคุมอาการได้ด้วยการบริหารกล้ามเนื้อต้นขา การควบคุมน้ำหนัก และการใช้ยาอย่างเหมาะสม [2] ที่ Reclinic หาดใหญ่ รศ.นพ. คณินทร์ จะตรวจเข่าและเอกซเรย์เมื่อจำเป็น เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค แล้ววางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วยตามอาการและความต้องการของแต่ละคน

รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ยมธนาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Reclinic หาดใหญ่

เขียนและทบทวนโดย รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ยมธนาภรณ์

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ว.35052) · ทบทวนล่าสุด ตุลาคม 2569 · อ่านประมาณ 9 นาที

ผู้ที่เป็นโรคข้อเสื่อมทั่วโลก

595 ล้านคน

ประมาณการปี 2563 ข้อเข่าพบบ่อยกว่าข้ออื่น [1]

การรักษาหลักที่แนะนำทุกคน

ออกกำลังกาย

และคุมน้ำหนัก ตามแนวทางสากล [2][3]

ลดน้ำหนักได้มากกว่า

5%

การใช้งานเข่าดีขึ้น [4]

การวินิจฉัยใช้การตรวจร่างกายและ

เอกซเรย์ท่ายืน

ส่วนใหญ่ไม่ต้องทำ MRI [5]

ข้อเข่าเสื่อมมีอาการอย่างไร

อาการปวดเข่าทำให้หลายคนกังวลว่าเข่าจะเสื่อมจนเดินไม่ได้ ข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ค่อย ๆ เป็นทีละน้อย อาการขึ้นลงเป็นช่วง ๆ และมีวิธีดูแลให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ อาการที่พบบ่อยในผู้ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป ได้แก่ [5]

อาการที่พบบ่อยของข้อเข่าเสื่อม

✓  ปวดเข่าเวลาใช้งาน เช่น เดินนาน ขึ้นลงบันได ลุกจากเก้าอี้ และดีขึ้นเมื่อพัก

✓  เข่าฝืดตึงตอนเช้าหรือหลังนั่งนาน แต่ไม่เกินประมาณ 30 นาที

✓  มีเสียงกรอบแกรบในเข่าเวลาขยับ

✓  งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุดเหมือนเดิม

✓  เข่าดูใหญ่ขึ้นจากกระดูกงอก หรือขาโก่งมากขึ้น

✓  เข่าบวมเป็นพัก ๆ หลังใช้งานหนัก

✓  ทำกิจวัตรได้น้อยลง เช่น นั่งพับเพียบ นั่งยอง หรือเดินทางไกลลำบาก

หากมีอาการเหล่านี้หลายข้อ มีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมสูง [5] แต่อาการปวดเข่าอาจมาจากสาเหตุอื่นได้ เช่น เอ็นหรือหมอนรองเข่าฉีก ข้ออักเสบจากเกาต์ หรือการติดเชื้อ จึงควรได้รับการตรวจก่อนเริ่มรักษา

ข้อเข่าเสื่อมคืออะไร เกิดอะไรขึ้นในข้อเข่า

เกิดอะไรขึ้นในข้อเข่า

ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคของทั้งข้อ ไม่ใช่แค่กระดูกอ่อนสึก กระดูกอ่อนผิวข้อจะบางลง กระดูกใต้ผิวข้อหนาและแข็งขึ้น มีกระดูกงอกที่ขอบข้อ และเยื่อบุข้ออาจอักเสบจนเข่าบวม [6]

ไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามอายุ

อายุเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง น้ำหนักตัว การบาดเจ็บ และแนวขาก็มีส่วน [6] หลายคนที่เอกซเรย์พบข้อเสื่อมยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ และอาการไม่ได้แย่ลงเสมอไป

ข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis) เป็นคนละโรคกับข้ออักเสบรูมาตอยด์และโรคเกาต์ ซึ่งมีการรักษาต่างกัน

ข้อเข่าเสื่อมเกิดจากอะไร ใครเสี่ยง

ข้อเข่าเสื่อมมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน บางปัจจัยเปลี่ยนไม่ได้ แต่บางปัจจัยปรับได้ด้วยตัวเอง

อายุที่มากขึ้น

พบมากขึ้นหลังอายุ 40 ปี และเพิ่มขึ้นตามอายุ [1]

น้ำหนักเกินหรืออ้วน

การรวบรวมงานวิจัยในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปพบว่า น้ำหนักเกินเพิ่มโอกาสปวดเข่าจากข้อเสื่อมประมาณ 2 เท่า และโรคอ้วนประมาณ 2.7 เท่า [7] น้ำหนักตัวที่มากเป็นปัจจัยของโรคข้อเสื่อมประมาณ 1 ใน 5 ราย [1]

เพศหญิง

ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายประมาณ 1.7 เท่า [7]

เคยบาดเจ็บที่เข่า

เช่น เอ็นไขว้หน้าหรือหมอนรองเข่าฉีก เพิ่มโอกาสประมาณ 2.8 เท่า และทำให้ข้อเสื่อมเกิดได้ตั้งแต่อายุยังไม่มาก [7]

แนวขาและการใช้งานเข่า

ขาโก่งหรือเข่าชิด และงานที่ต้องคุกเข่า นั่งยอง หรือยกของหนักเป็นประจำ ทำให้น้ำหนักลงที่ข้อเข่าด้านใดด้านหนึ่งมากขึ้น [6]

ปัจจัยที่ผู้ป่วยปรับได้เองและได้ประโยชน์ชัดเจน คือการควบคุมน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งช่วยทั้งลดอาการและลดแรงที่กระทำต่อข้อเข่า

ตรวจวินิจฉัยอย่างไร และข้อเข่าเสื่อมมีกี่ระยะ

การวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อมอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก [5] ที่ Reclinic สามารถเอกซเรย์ข้อเข่าท่ายืนได้ในคลินิกเมื่อจำเป็น การถ่ายท่ายืนทำให้เห็นช่องข้อขณะรับน้ำหนักจริง ช่วยดูช่องข้อ กระดูกงอก และแนวขา เพื่อบอกระยะของโรคและวางแผนการรักษา ส่วนการตรวจ MRI หรือการตรวจเลือดใช้เฉพาะเมื่อสงสัยโรคอื่น ระยะของโรคตามภาพเอกซเรย์ (Kellgren–Lawrence) แบ่งได้ดังนี้ [8]

ระยะที่ 1 (เริ่มต้นมาก)

ช่องข้ออาจแคบลงเล็กน้อย อาจเริ่มมีกระดูกงอกเล็ก ๆ ยังไม่ชัดเจน

ระยะที่ 2 (เล็กน้อย)

เห็นกระดูกงอกชัดเจน ช่องข้ออาจแคบลงเล็กน้อย

ระยะที่ 3 (ปานกลาง)

กระดูกงอกหลายตำแหน่ง ช่องข้อแคบลงชัดเจน กระดูกใต้ผิวข้อเริ่มแข็งขึ้น

ระยะที่ 4 (รุนแรง)

ช่องข้อแคบมากจนกระดูกเกือบชนกัน กระดูกงอกขนาดใหญ่ อาจมีขาโก่งผิดรูป

ระยะแรก (ระยะที่ 1–2)

ระยะปานกลางถึงรุนแรง (ระยะที่ 3–4)

ภาพเอกซเรย์

ช่องข้อยังกว้างพอ มีกระดูกงอกเล็กน้อย

ช่องข้อแคบชัดเจน กระดูกงอกมาก อาจมีขาโก่ง

อาการที่พบบ่อย

ปวดเวลาใช้งานหนัก พักแล้วดีขึ้น

ปวดบ่อยขึ้น เดินได้ระยะสั้นลง อาจปวดขณะพัก

การใช้ชีวิตประจำวัน

ทำกิจวัตรได้เกือบปกติ

ขึ้นลงบันได นั่งยอง หรือเดินไกลลำบาก

การรักษาหลัก

บริหารกล้ามเนื้อ คุมน้ำหนัก ยาทาหรือยากินช่วงสั้น

การรักษาหลักเหมือนกัน ร่วมกับยาและการฉีดยาเข้าข้อ

เมื่อรักษาหลายวิธีแล้วไม่ดีขึ้น

ปรับการรักษาและติดตามอาการ

อาจพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อหรือบางส่วน

ระยะแรก (ระยะที่ 1–2)

ภาพเอกซเรย์

ช่องข้อยังกว้างพอ มีกระดูกงอกเล็กน้อย

 

อาการที่พบบ่อย

ปวดเวลาใช้งานหนัก พักแล้วดีขึ้น

 

การใช้ชีวิตประจำวัน

ทำกิจวัตรได้เกือบปกติ

 

การรักษาหลัก

บริหารกล้ามเนื้อ คุมน้ำหนัก ยาทาหรือยากินช่วงสั้น

 

เมื่อรักษาหลายวิธีแล้วไม่ดีขึ้น

ปรับการรักษาและติดตามอาการ

ระยะปานกลางถึงรุนแรง (ระยะที่ 3–4)

ภาพเอกซเรย์

ช่องข้อแคบชัดเจน กระดูกงอกมาก อาจมีขาโก่ง

 

อาการที่พบบ่อย

ปวดบ่อยขึ้น เดินได้ระยะสั้นลง อาจปวดขณะพัก

 

การใช้ชีวิตประจำวัน

ขึ้นลงบันได นั่งยอง หรือเดินไกลลำบาก

 

การรักษาหลัก

การรักษาหลักเหมือนกัน ร่วมกับยาและการฉีดยาเข้าข้อ

 

เมื่อรักษาหลายวิธีแล้วไม่ดีขึ้น

อาจพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อหรือบางส่วน

ความรุนแรงในภาพเอกซเรย์กับความปวดไม่ได้ตรงกันเสมอ บางคนเอกซเรย์พบข้อเสื่อมมากแต่ปวดน้อย บางคนปวดมากแต่ภาพเอกซเรย์ยังดูไม่รุนแรง [9] แพทย์จึงพิจารณาการรักษาจากอาการและการใช้งานของผู้ป่วยร่วมกับภาพเอกซเรย์เสมอ

แนวทางการรักษาสากลแนะนำอะไรบ้าง

แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมของสมาคมวิชาชีพระดับสากล เช่น OARSI และ ACR เห็นตรงกันว่าควรเริ่มจากการรักษาที่ผู้ป่วยทำได้เอง แล้วจึงเพิ่มยาหรือการรักษาอื่นตามอาการ [2][3]

การรักษาหลักสำหรับทุกคน

ความเข้าใจเรื่องโรค การออกกำลังกาย และการคุมน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน [2][3] การรวบรวม 139 งานวิจัย (12,468 ราย) พบว่าการออกกำลังกายช่วยลดปวดและเพิ่มการใช้งานเข่าได้ในระยะสั้น ระดับเล็กถึงปานกลาง และไม่พบว่าการออกกำลังกายแบบใดได้ผลต่างกัน [10]

การลดน้ำหนัก

ลดน้ำหนักได้มากกว่า 5% ภายในประมาณ 20 สัปดาห์ ช่วยให้ใช้งานเข่าได้ดีขึ้น [4] งานวิจัยแบบสุ่มหนึ่งพบว่าผู้ที่ลดน้ำหนักได้ประมาณ 10% ร่วมกับออกกำลังกาย ปวดน้อยกว่าและใช้งานเข่าได้ดีกว่าการออกกำลังกายอย่างเดียวที่ 18 เดือน [11] อ่านเรื่องยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 กับข้อเข่า →

ยาทาต้านการอักเสบ

ช่วยลดปวดได้ในผู้ป่วยส่วนหนึ่ง และมีผลข้างเคียงต่อร่างกายน้อยกว่ายากิน จึงเหมาะเป็นยาแรก ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ [12][13]

ยากินแก้ปวดและต้านการอักเสบ

ยาต้านการอักเสบชนิดกินลดปวดได้ชัดกว่า แต่ไม่เหมาะกับการกินต่อเนื่องนาน หรือผู้ที่มีโรคกระเพาะ โรคไต หรือโรคหัวใจ ควรใช้ขนาดต่ำในช่วงสั้นตามแพทย์สั่ง [13] ส่วนยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ไม่แนะนำสำหรับข้อเข่าเสื่อม เพราะผลข้างเคียงมากกว่าประโยชน์ [13]

อุปกรณ์ช่วย

ไม้เท้าช่วยลดปวดและทำให้เดินได้ดีขึ้น [3][14] สนับเข่าบางชนิดอาจช่วยในผู้ป่วยบางราย [3]

การฉีดยาเข้าข้อเข่า

ใช้เป็นการรักษาเสริมเมื่อการรักษาข้างต้นยังไม่พอ สเตียรอยด์ลดปวดได้เร็วแต่ผลอยู่ไม่นาน [15] น้ำเลี้ยงข้อเข่าออกฤทธิ์ช้ากว่าแต่ได้ผลในช่วง 2–6 เดือนหลังฉีด [16] อ่านเพิ่มที่หน้าการฉีดยาเข้าข้อเข่า →

สิ่งที่แนวทางไม่แนะนำ

การผ่าตัดส่องกล้องล้างข้อหรือเกลาผิวข้อในข้อเข่าเสื่อม [17] และกลูโคซามีนในแนวทาง OARSI และ ACR [2][3] แนวทางบางแห่งยังเห็นต่าง อ่านเพิ่มในหน้าคอลลาเจนกับข้อเข่าเสื่อม →

คำแนะนำเหล่านี้เป็นภาพรวม การรักษาจริงขึ้นกับความรุนแรงของโรค โรคประจำตัว และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน

ดูแลข้อเข่าเสื่อมด้วยตัวเองที่บ้านอย่างไร

สิ่งที่ทำได้ทุกวัน

✓  บริหารกล้ามเนื้อต้นขาสม่ำเสมอ เช่น นั่งเหยียดเข่าค้างไว้ หรือนอนยกขาตรง ทำต่อเนื่องจนเป็นกิจวัตร [10]

✓  ออกกำลังกายที่ไม่กระแทกเข่า เช่น เดินบนพื้นเรียบ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เดินในน้ำ หรือไทเก๊ก [3]

✓  ค่อย ๆ ลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน เป้าหมายแรกประมาณ 5–10% ของน้ำหนักตัว [4][11]

✓  ลดท่าที่ทำให้ปวดมาก เช่น นั่งยอง คุกเข่า หรือนั่งพับเพียบนาน ๆ และใช้เก้าอี้หรือโถส้วมแบบนั่ง

✓  ใช้ไม้เท้าถือมือข้างตรงข้ามกับเข่าที่ปวด เมื่อเดินไกลหรือช่วงที่ปวดมาก [14]

✓  ประคบเย็นเมื่อเข่าบวมหลังใช้งาน หรือประคบอุ่นเมื่อเข่าฝืดตึง ครั้งละ 15–20 นาที

✓  ใช้ยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ และแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่ากำลังใช้ยา ยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมอะไรอยู่

รักษาข้อเข่าเสื่อมเป็นขั้นอย่างไร

1

ตรวจและประเมิน

ซักประวัติ ตรวจเข่า และเอกซเรย์ที่คลินิกเมื่อจำเป็น เพื่อยืนยันว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม ประเมินระยะของโรค และแยกโรคอื่น

2

การรักษาหลักทุกคน

บริหารกล้ามเนื้อต้นขา ออกกำลังกายที่ไม่กระแทกเข่า และคุมน้ำหนัก ซึ่งต้องทำต่อเนื่องไม่ว่าจะใช้การรักษาอื่นร่วมด้วยหรือไม่ [2] ผู้ที่ต้องการโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะตัว ปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่คลินิกได้

3

ยาและอุปกรณ์ช่วย

ยาทาต้านการอักเสบ ยากินช่วงสั้นเมื่อปวดมาก และไม้เท้าเมื่อเดินไกล [13][14]

4

ฉีดยาเข้าข้อเข่า

เมื่อยังปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ฉีดสเตียรอยด์ช่วงที่ปวดบวมกำเริบ หรือฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า แพทย์จะเลือกวิธีร่วมกับผู้ป่วย อ่านภาพรวมที่หน้าการฉีดยาเข้าข้อเข่า →

5

อาหารเสริม (ทางเลือกเสริม)

เช่น คอลลาเจน ซึ่งงานวิจัยแบบสุ่มของ รศ.นพ. คณินทร์ และคณะไม่พบว่าลดปวดได้มากกว่ายาหลอกใน 12 สัปดาห์ [18] อ่านเพิ่มที่หน้าคอลลาเจนกับข้อเข่าเสื่อม ไม่ควรใช้แทนการรักษาหลัก

6

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เมื่อรักษาหลายวิธีแล้วยังปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน เปลี่ยนทั้งข้อ หรือเปลี่ยนบางส่วนในผู้ที่ข้อเสื่อมเพียงด้านเดียว อ่านเพิ่มที่หน้าผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม →

นัดติดตามอาการตามที่แพทย์แนะนำ และสอบถามอาการทาง LINE @khaninclinic หรือ Facebook khaninortho ได้ระหว่างนัด

เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด และส่องกล้องล้างข้อช่วยไหม

การรักษาขึ้นกับความรุนแรงของโรคและความต้องการของผู้ป่วย ผู้ที่ยังไม่เคยรักษาจะเริ่มจากวิธีที่ไม่ผ่าตัดก่อน หากรักษาหลายวิธีแล้วยังปวดมาก เดินได้ระยะสั้นลงเรื่อย ๆ หรือขาโก่งผิดรูปจนรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจเสนอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เพื่อไม่ต้องเริ่มการรักษาใหม่ซ้ำ ๆ การตัดสินใจผ่าตัดเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์เสมอ

ผู้ที่ข้อเสื่อมเพียงด้านเดียวของข้อเข่า (มักเป็นด้านใน) อาจพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA) ซึ่งเปลี่ยนเฉพาะผิวข้อด้านที่สึก และเก็บเอ็นไขว้กับผิวข้อด้านที่ยังดีไว้ เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนทั้งข้อ พบว่านอนโรงพยาบาลสั้นกว่า ใช้งานข้อเข่าได้ดีกว่าเล็กน้อย และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงน้อยกว่า [19] ผลการใช้งานที่ 5 ปีไม่ด้อยกว่าการเปลี่ยนทั้งข้อ [20] แต่มีโอกาสผ่าตัดแก้ไขมากกว่า [19] แพทย์จะประเมินว่าเหมาะกับวิธีใด และตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วย

ดูคลิปผู้ป่วยเล่าความรู้สึกในวันแรก ๆ หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เรื่องเล่าจากผู้ป่วย →

การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อล้างข้อหรือเกลาผิวข้อในผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อม ไม่ช่วยลดปวดหรือเพิ่มการใช้งานในระยะยาวมากกว่าการรักษาโดยไม่ผ่าตัด แนวทางการรักษาจึงไม่แนะนำ [17] ยกเว้นบางกรณีที่แพทย์พิจารณาเฉพาะราย

อาการแบบไหนควรรีบมาพบแพทย์

อาการปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อมมักค่อย ๆ เป็น หากมีอาการต่อไปนี้ อาจไม่ใช่ข้อเข่าเสื่อมธรรมดา ควรมาตรวจโดยเร็ว

เข่าบวม แดง ร้อน ร่วมกับมีไข้

อาจเป็นการติดเชื้อในข้อหรือข้ออักเสบจากเกาต์ ซึ่งต้องรักษาเร่งด่วน

ปวดมากทันทีหลังบาดเจ็บ

ลงน้ำหนักไม่ได้ เข่าล็อกงอเหยียดไม่ได้ หรือเข่าบวมขึ้นเร็วหลังล้มหรือบิด

ปวดตลอดเวลาแม้ขณะพักหรือกลางคืน

โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหนักลดหรืออ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรตรวจหาโรคอื่น

อาการแย่ลงเร็ว

เดินได้ระยะสั้นลงอย่างรวดเร็ว หรือขาโก่งผิดรูปมากขึ้นในเวลาไม่นาน

น่องบวมและปวด

โดยเฉพาะขาข้างเดียว อาจเป็นลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ซึ่งไม่ใช่อาการของข้อเข่าเสื่อม

⚠ ไปห้องฉุกเฉินทันที หาก

มีไข้สูงร่วมกับเข่าบวมแดงร้อนจนขยับไม่ได้ หรือมีน่องบวมร่วมกับหายใจเหนื่อยหรือเจ็บหน้าอก

อ่านต่อ

การฉีดยาเข้าข้อเข่า

เมื่อบริหารกล้ามเนื้อและใช้ยาแล้วยังปวด เปรียบเทียบยาฉีดเข้าข้อเข่าแต่ละแบบ

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เมื่อรักษาหลายวิธีแล้วยังปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน

คำถามที่พบบ่อย

นัดตรวจกับหมอคณินทร์

ปวดเข่าจนกังวลว่าจะเป็นข้อเข่าเสื่อมหรือไม่ มาตรวจเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษาร่วมกันได้ ปรึกษาเรื่องปวดเข่าและข้อเข่าเสื่อมกับ รศ.นพ. คณินทร์ ได้วันอังคาร–พฤหัสบดี 17.00–19.00 น. และเสาร์–อาทิตย์ 9.00–12.00 น.
โทร 062-498-3913 · LINE @khaninclinic · Facebook khaninortho

เอกสารอ้างอิง

  1. GBD 2021 Osteoarthritis Collaborators. Global, regional, and national burden of osteoarthritis, 1990–2020 and projections to 2050: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2021. Lancet Rheumatol 2023;5:e508–e522.

  2. Bannuru RR, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage 2019;27:1578–1589.

  3. Kolasinski SL, et al. 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Rheumatol 2020;72:220–233.

  4. Christensen R, et al. Effect of weight reduction in obese patients diagnosed with knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Ann Rheum Dis 2007;66:433–439.

  5. Zhang W, et al. EULAR evidence-based recommendations for the diagnosis of knee osteoarthritis. Ann Rheum Dis 2010;69:483–489.

  6. Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. Osteoarthritis. Lancet 2019;393:1745–1759.

  7. Silverwood V, et al. Current evidence on risk factors for knee osteoarthritis in older adults: a systematic review and meta-analysis. Osteoarthritis Cartilage 2015;23:507–515.

  8. Kellgren JH, Lawrence JS. Radiological assessment of osteo-arthrosis. Ann Rheum Dis 1957;16:494–502.

  9. Bedson J, Croft PR. The discordance between clinical and radiographic knee osteoarthritis: a systematic search and summary of the literature. BMC Musculoskelet Disord 2008;9:116.

  10. Lawford BJ, et al. Exercise for osteoarthritis of the knee. Cochrane Database Syst Rev 2024;12:CD004376.

  11. Messier SP, et al. Effects of intensive diet and exercise on knee joint loads, inflammation, and clinical outcomes among overweight and obese adults with knee osteoarthritis: the IDEA randomized clinical trial. JAMA 2013;310:1263–1273.

  12. Derry S, et al. Topical NSAIDs for chronic musculoskeletal pain in adults. Cochrane Database Syst Rev 2016;4:CD007400.

  13. da Costa BR, et al. Effectiveness and safety of non-steroidal anti-inflammatory drugs and opioid treatment for knee and hip osteoarthritis: network meta-analysis. BMJ 2021;375:n2321.

  14. Jones A, et al. Impact of cane use on pain, function, general health and energy expenditure during gait in patients with knee osteoarthritis: a randomised controlled trial. Ann Rheum Dis 2012;71:172–179.

  15. Jüni P, et al. Intra-articular corticosteroid for knee osteoarthritis. Cochrane Database Syst Rev 2015;(10):CD005328.

  16. Bannuru RR, et al. Therapeutic trajectory of hyaluronic acid versus corticosteroids in the treatment of knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Arthritis Rheum 2009;61:1704–1711.

  17. Siemieniuk RAC, et al. Arthroscopic surgery for degenerative knee arthritis and meniscal tears: a clinical practice guideline. BMJ 2017;357:j1982.

  18. Yuenyongviwat V, Anusitviwat C, Tuntarattanapong P, Hongnaparak T, Iamthanaporn K. Efficacy of combined undenatured type II collagen and hydrolysed collagen supplementation in knee osteoarthritis: a randomised controlled trial. Sci Rep 2025;15:32313.

  19. Wilson HA, et al. Patient relevant outcomes of unicompartmental versus total knee replacement: systematic review and meta-analysis. BMJ 2019;364:l352.

  20. Beard DJ, et al. The clinical and cost-effectiveness of total versus partial knee replacement in patients with medial compartment osteoarthritis (TOPKAT): 5-year outcomes of a randomised controlled trial. Lancet 2019;394:746–756.

  21. Shahid A, et al. Comparison of weight loss interventions in overweight and obese adults with knee osteoarthritis: a systematic review and network meta-analysis of randomized trials. Osteoarthritis Cartilage 2025;33:518–529.

  22. Thomas S, et al. What is the evidence for a role for diet and nutrition in osteoarthritis? Rheumatology (Oxford) 2018;57(suppl 4):iv61–iv74.

  23. Klinsunthorn N, et al. Determination of steroids adulterated in liquid herbal medicines using QuEChERS sample preparation and high-performance liquid chromatography. J Pharm Biomed Anal 2011;55:1175–1178.

  24. Wirasathien L, et al. Post-marketing surveillance of cordyceps products online: identifying falsified products and regulatory challenges. BMC Complement Med Ther 2026;26.

ข้อมูลในบทความนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการตรวจและคำแนะนำจากแพทย์

bottom of page