top of page

Reclinic
หมอคณินทร์

หน้าแรก  ›  บริการ  ›  การฉีดยาเข้าข้อเข่า

บทความสุขภาพ · ข้อเข่า

การฉีดยาเข้าข้อเข่า ที่หาดใหญ่

การฉีดยาเข้าข้อเข่าเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อมมี 3 แบบหลัก คือ ยาสเตียรอยด์ น้ำเลี้ยงข้อเข่า (กรดไฮยาลูโรนิก) และ PRP (เกล็ดเลือดเข้มข้นจากเลือดของผู้ป่วยเอง) ทั้งสามแบบช่วยลดปวดได้ช่วงหนึ่ง แต่ไม่ได้ซ่อมกระดูกอ่อนที่สึกไปแล้ว จึงเป็นการรักษาเสริมเมื่อบริหารกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก และใช้ยาแล้วยังปวด สเตียรอยด์ลดปวดได้เร็วแต่ผลอยู่ไม่นาน ส่วนน้ำเลี้ยงข้อและ PRP ออกฤทธิ์ช้ากว่า และมีหลักฐานต่างกัน ก่อนฉีด รศ.นพ. คณินทร์ จะตรวจเข่าที่ Reclinic หาดใหญ่ และเลือกวิธีที่เหมาะกับอาการร่วมกับผู้ป่วย

รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ยมธนาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Reclinic หาดใหญ่

เขียนและทบทวนโดย รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ยมธนาภรณ์

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ว.35052) · ทบทวนล่าสุด ตุลาคม 2569 · อ่านประมาณ 8 นาที

ยาฉีดเข้าข้อเข่า

3 แบบ

สเตียรอยด์ · น้ำเลี้ยงข้อ · PRP

สเตียรอยด์ลดปวดชัด

1–2 สัปดาห์แรก

ผลค่อย ๆ ลดลงใน 3–6 เดือน [1]

น้ำเลี้ยงข้อลดปวดได้ดีกว่าสเตียรอยด์

ช่วง 2–6 เดือน

หลังฉีด [2]

หลังฉีด

เดินกลับบ้านได้

ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

ใครควรพิจารณาฉีดยาเข้าข้อเข่า

การรักษาหลักของข้อเข่าเสื่อม คือการบริหารกล้ามเนื้อต้นขา การลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน และการปรับกิจวัตร ซึ่งแนวทางการรักษาสากลแนะนำให้ทำทุกคน [3] การฉีดยาเข้าข้อเป็นการรักษาเสริม ไม่ใช่การรักษาแรก

อาจพิจารณาการฉีดยาเข้าข้อเข่า หาก

✓  ปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อม ตรวจร่างกายและเอกซเรย์ยืนยันแล้ว

✓  บริหารกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก และใช้ยามาแล้ว แต่ยังปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน

✓  เข่าปวดบวมกำเริบเป็นช่วง ๆ หรือมีน้ำในข้อ

✓  ใช้ยาต้านการอักเสบไม่ได้ หรือไม่ควรใช้นาน เช่น มีโรคกระเพาะ โรคไต หรือโรคหัวใจ

✓  ยังไม่พร้อมผ่าตัด หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้การผ่าตัดมีความเสี่ยงสูง

ไม่ควรฉีดหากมีการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณเข่าหรือในข้อเข่า หรือกำลังมีไข้ไม่สบาย ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือใช้ยาละลายลิ่มเลือดฉีดได้ แต่ควรแจ้งแพทย์ก่อน การฉีดและการเลือกชนิดยาเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ หลังจากเข้าใจทั้งประโยชน์ ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายแล้ว

ฉีดยาเข้าข้อเข่าช่วยอะไร และมีข้อจำกัดอะไร

ช่วยอะไร

ลดอาการปวดและทำให้เข่าเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้นช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้บริหารกล้ามเนื้อและใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ระยะเวลาที่ได้ผลต่างกันตามชนิดยาและแต่ละคน

ข้อจำกัด

ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ายาฉีดชนิดใดทำให้กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้วกลับมาใหม่ งานวิจัยที่ตรวจด้วย MRI ไม่พบว่า PRP รักษาปริมาณกระดูกอ่อนได้มากกว่าการฉีดน้ำเกลือ [4]

การฉีดยาจึงใช้ร่วมกับการบริหารกล้ามเนื้อและการควบคุมน้ำหนักเสมอ หากฉีดยาแล้วได้ผลสั้นลงเรื่อย ๆ หรือยังปวดมากจนเดินลำบาก อาจถึงเวลาปรึกษาแพทย์เรื่องการผ่าตัด

แนวทางการรักษาสากลแนะนำอย่างไร

สมาคมวิชาชีพแต่ละแห่งให้คำแนะนำไม่ตรงกัน เพราะงานวิจัยแต่ละชิ้นมีคุณภาพและผลต่างกัน สรุปได้ดังนี้

OARSI (2019)

สเตียรอยด์และน้ำเลี้ยงข้อ: แนะนำแบบมีเงื่อนไข · PRP: ไม่แนะนำ เพราะหลักฐานยังมีคุณภาพต่ำและวิธีเตรียมยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน [3]

AAOS (2021)

สเตียรอยด์: ช่วยลดปวดได้ในระยะสั้น · น้ำเลี้ยงข้อ: ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำกับผู้ป่วยทุกราย · PRP: อาจช่วยลดปวดและเพิ่มการใช้งานได้ (หลักฐานจำกัด) [5]

ACR (2019)

สเตียรอยด์: แนะนำ · น้ำเลี้ยงข้อ: แนะนำแบบมีเงื่อนไขว่าไม่ควรใช้ · PRP: ไม่แนะนำ [6]

สรุปคือ สเตียรอยด์เป็นยาฉีดที่แนวทางส่วนใหญ่ยอมรับสำหรับลดปวดระยะสั้น ส่วนน้ำเลี้ยงข้อและ PRP แนวทางยังเห็นไม่ตรงกัน แนวทางเหล่านี้ออกก่อนงานวิจัยใหม่บางส่วน ซึ่งสรุปไว้ในหัวข้อถัดไป

ฉีดสเตียรอยด์ น้ำเลี้ยงข้อเข่า หรือ PRP ต่างกันอย่างไร

ยาฉีดทั้งสามแบบออกฤทธิ์ต่างกัน ได้ผลในช่วงเวลาต่างกัน และมีข้อควรระวังต่างกัน

สเตียรอยด์ (ยาลดการอักเสบ)

ลดการอักเสบในข้อได้เร็ว ผลลดปวดชัดในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก แล้วค่อย ๆ ลดลง งานวิจัยที่รวบรวมไม่พบผลที่ 6 เดือน [1] มักใช้ในช่วงที่เข่าปวดบวมกำเริบ และไม่ควรฉีดซ้ำบ่อย อ่านเพิ่มในหน้าฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า →

น้ำเลี้ยงข้อเข่า (กรดไฮยาลูโรนิก)

ออกฤทธิ์ช้ากว่าสเตียรอยด์ ช่วงแรกลดปวดได้น้อยกว่า แต่ตั้งแต่ประมาณ 2 ถึง 6 เดือนหลังฉีดลดปวดได้ดีกว่า [2] เมื่อเทียบกับการฉีดน้ำเกลือ ผลที่เพิ่มขึ้นมีขนาดเล็ก [7] อ่านเพิ่มในหน้าฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า →

PRP (เกล็ดเลือดเข้มข้น)

เตรียมจากเลือดของผู้ป่วยเอง การรวบรวมงานวิจัยบางฉบับพบว่าลดปวดและเพิ่มการใช้งานได้ดีกว่าน้ำเลี้ยงข้อเล็กน้อย โดยเฉพาะข้อเสื่อมระยะแรก [8][9] แต่บางการรวบรวมไม่พบความแตกต่างชัดเจน [10] และงานวิจัยขนาดใหญ่ที่เทียบกับการฉีดน้ำเกลือไม่พบความแตกต่างที่ 12 เดือน [4] ที่ Reclinic มีทั้งการฉีด PRP อย่างเดียว และฉีด PRP ร่วมกับน้ำเลี้ยงข้อ ซึ่งการรวบรวมงานวิจัยพบว่าลดปวดได้ดีกว่า PRP อย่างเดียวเล็กน้อย [11] อ่านเพิ่มในหน้าฉีด PRP เข้าข้อเข่า →

แบบไหนเหมาะกับใคร

ไม่มียาฉีดชนิดใดที่เหมาะกับทุกคน แพทย์จะพิจารณาจากระยะของข้อเข่าเสื่อม อาการบวมในข้อ โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน แผนการผ่าตัดในอนาคต และค่าใช้จ่าย

สเตียรอยด์

น้ำเลี้ยงข้อ (HA)

PRP

คืออะไร

ยาลดการอักเสบ

สารหล่อลื่นที่มีในน้ำไขข้อ

เกล็ดเลือดเข้มข้นจากเลือดของผู้ป่วยเอง

ช่วงที่ได้ผลชัดในงานวิจัย

1–2 สัปดาห์แรก ลดลงใน 3–6 เดือน [1]

ประมาณ 2–6 เดือนหลังฉีด [2]

ดีกว่าน้ำเลี้ยงข้อเล็กน้อยที่ 6–12 เดือนในบางการรวบรวม [8][9]

เทียบกับการฉีดน้ำเกลือ

ดีกว่าในระยะสั้น ไม่พบผลที่ 6 เดือน [1]

ดีกว่าเล็กน้อย [7]

งานวิจัยขนาดใหญ่ไม่พบความแตกต่าง [4]

จำนวนครั้งที่ Reclinic

ครั้งละ 1 เข็ม ฉีดซ้ำเมื่ออาการกำเริบ โดยเว้นระยะตามที่แพทย์แนะนำ

1 หรือ 3 ครั้ง ซ้ำเมื่ออาการกลับมาหรือทุก 6 เดือน

3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน (มีแบบฉีดร่วมกับน้ำเลี้ยงข้อ)

ข้อควรระวัง

น้ำตาลในเลือดสูงชั่วคราวในผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรฉีดซ้ำบ่อย

ผู้ที่แพ้เนื้อไก่ ไข่ หรือขนนก ควรแจ้งแพทย์

ต้องเจาะเลือด งดยาต้านการอักเสบ 7 วันก่อนและหลังฉีด ปวดบวมหลังฉีดได้บ่อยกว่าน้ำเลี้ยงข้อ [12]

สเตียรอยด์

คืออะไร

ยาลดการอักเสบ

 

ช่วงที่ได้ผลชัดในงานวิจัย

1–2 สัปดาห์แรก ลดลงใน 3–6 เดือน [1]

 

เทียบกับการฉีดน้ำเกลือ

ดีกว่าในระยะสั้น ไม่พบผลที่ 6 เดือน [1]

 

จำนวนครั้งที่ Reclinic

ครั้งละ 1 เข็ม ฉีดซ้ำเมื่ออาการกำเริบ โดยเว้นระยะตามที่แพทย์แนะนำ

 

ข้อควรระวัง

น้ำตาลในเลือดสูงชั่วคราวในผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรฉีดซ้ำบ่อย

น้ำเลี้ยงข้อ (HA)

คืออะไร

สารหล่อลื่นที่มีในน้ำไขข้อ

 

ช่วงที่ได้ผลชัดในงานวิจัย

ประมาณ 2–6 เดือนหลังฉีด [2]

 

เทียบกับการฉีดน้ำเกลือ

ดีกว่าเล็กน้อย [7]

 

จำนวนครั้งที่ Reclinic

1 หรือ 3 ครั้ง ซ้ำเมื่ออาการกลับมาหรือทุก 6 เดือน

 

ข้อควรระวัง

ผู้ที่แพ้เนื้อไก่ ไข่ หรือขนนก ควรแจ้งแพทย์

PRP

คืออะไร

เกล็ดเลือดเข้มข้นจากเลือดของผู้ป่วยเอง

 

ช่วงที่ได้ผลชัดในงานวิจัย

ดีกว่าน้ำเลี้ยงข้อเล็กน้อยที่ 6–12 เดือนในบางการรวบรวม [8][9]

 

เทียบกับการฉีดน้ำเกลือ

งานวิจัยขนาดใหญ่ไม่พบความแตกต่าง [4]

 

จำนวนครั้งที่ Reclinic

3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน (มีแบบฉีดร่วมกับน้ำเลี้ยงข้อ)

 

ข้อควรระวัง

ต้องเจาะเลือด งดยาต้านการอักเสบ 7 วันก่อนและหลังฉีด ปวดบวมหลังฉีดได้บ่อยกว่าน้ำเลี้ยงข้อ [12]

สิ่งที่งานวิจัยยังตอบไม่ชัด — ฉีดสเตียรอยด์ซ้ำได้กี่ครั้งจึงปลอดภัย, PRP ได้ผลมากกว่าการฉีดน้ำเกลือจริงหรือไม่, วิธีเตรียม PRP แบบใดได้ผลมากกว่า และยังไม่มียาฉีดชนิดใดที่พิสูจน์ได้ว่าชะลอข้อเสื่อม ค่าใช้จ่ายขึ้นกับชนิดยาและจำนวนครั้ง สอบถามได้ที่คลินิก

เตรียมตัวก่อนฉีด

สิ่งที่ควรทำก่อนฉีด

✓  แจ้งยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือดหรือยาป้องกันเลือดแข็งตัว เช่น แอสไพริน (ไม่ควรหยุดยาเอง กรุณาปรึกษาแพทย์ก่อน)

✓  ฉีด PRP: งดยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) 7 วันก่อนและหลังฉีด ใช้ยาพาราเซตามอลแทนได้

✓  ผู้ที่เป็นเบาหวาน แจ้งแพทย์ และเตรียมตรวจน้ำตาลปลายนิ้วบ่อยขึ้นใน 2–3 วันหลังฉีดสเตียรอยด์

✓  แจ้งประวัติแพ้ยา และแจ้งหากแพ้เนื้อไก่ ไข่ หรือขนนก

✓  หากมีแผนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า แจ้งแพทย์ก่อน เพราะควรเว้นการฉีดยาเข้าข้ออย่างน้อย 3 เดือนก่อนผ่าตัด [13]

✓  หากมีไข้ ไม่สบาย หรือมีแผล ผื่น ตุ่มหนองบริเวณเข่า ให้แจ้งเพื่อเลื่อนการฉีด

✓  กินอาหารได้ตามปกติ และสวมกางเกงหลวมที่พับขึ้นเหนือเข่าได้

ขั้นตอนการฉีดยาเข้าข้อเข่าและการดูแลหลังฉีด

1

ตรวจและวางแผน

ซักประวัติ ตรวจเข่า และเอกซเรย์ที่คลินิกถ้าจำเป็น แพทย์อธิบายทางเลือกการรักษาและตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วย การฉีด PRP นัดได้วันอังคารและวันเสาร์

2

เตรียมยา

สเตียรอยด์และน้ำเลี้ยงข้อเป็นยาสำเร็จรูป ส่วน PRP ต้องเจาะเลือดของผู้ป่วยด้วยชุดเตรียมแบบระบบปิด แล้วนำไปปั่นแยกเกล็ดเลือด ใช้เวลาเตรียมประมาณ 15 นาที

3

ฉีดยาเข้าข้อเข่า

ทำความสะอาดผิวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ใช้เทคนิคปลอดเชื้อทุกขั้นตอน ขณะฉีดจะเจ็บคล้ายฉีดยาทั่วไป และรู้สึกตึงในเข่าขณะยาเข้าข้อ จากนั้นปิดพลาสเตอร์

4

2 วันแรกหลังฉีด

เดินกลับบ้านได้ งดวิ่ง กระโดด ยกของหนัก หรือยืนเดินนาน ๆ บางคนปวดตึงหรือเข่าบวมได้ ประคบเย็นครั้งละ 15–20 นาที

5

ผู้ป่วยเบาหวานที่ฉีดสเตียรอยด์

น้ำตาลในเลือดมักสูงขึ้นชั่วคราวภายในไม่กี่ชั่วโมง และกลับสู่ระดับเดิมภายในไม่กี่วัน [14] ตรวจน้ำตาลบ่อยขึ้น หากสูงมากต่อเนื่องให้ติดต่อแพทย์

6

ติดตามผลและฉีดซ้ำ

ประเมินผลตามนัด ฉีดซ้ำตามชนิดยา เช่น PRP ฉีด 3 ครั้งห่างกันครั้งละ 1 เดือน ระหว่างนี้บริหารกล้ามเนื้อต้นขาต่อเนื่อง

นัดติดตามอาการตามที่แพทย์แนะนำ และสอบถามอาการทาง LINE หรือ Facebook ได้ระหว่างนัด

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง

การฉีดยาเข้าข้อเข่าเป็นหัตถการที่ปลอดภัยเมื่อทำด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่และหายเองในไม่กี่วัน ยาแต่ละชนิดมีข้อควรระวังต่างกัน

ปวด บวม หรือตึงเข่าหลังฉีด

พบได้กับยาทุกชนิด มักเกิดใน 1–2 วันแรกและดีขึ้นเอง พบบ่อยกว่าเล็กน้อยหลังฉีด PRP บางชนิด [12]

การติดเชื้อในข้อเข่า

พบน้อยมาก ข้อมูลการฉีดยาและเจาะข้อกว่า 22,000 ครั้ง พบการติดเชื้อน้อยกว่า 1 ใน 1,000 ครั้ง [15] แพทย์ป้องกันโดยทำความสะอาดผิวและใช้เทคนิคปลอดเชื้อ

น้ำตาลในเลือดสูงชั่วคราว (สเตียรอยด์)

ในผู้ป่วยเบาหวาน น้ำตาลสูงขึ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังฉีด และกลับสู่ระดับเดิมภายในไม่กี่วัน [14] น้ำเลี้ยงข้อและ PRP ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์

ผลต่อกระดูกอ่อนเมื่อฉีดสเตียรอยด์ซ้ำบ่อย

ยังไม่ทราบแน่ชัด งานวิจัยที่ฉีดสเตียรอยด์ทุก 3 เดือนนาน 2 ปี การศึกษาหนึ่งไม่พบว่าช่องข้อแคบลงเร็วขึ้น [16] อีกการศึกษาหนึ่งพบกระดูกอ่อนบางลงมากกว่าการฉีดน้ำเกลือเล็กน้อย โดยอาการปวดไม่ต่างกัน [17] แพทย์จึงหลีกเลี่ยงการฉีดซ้ำบ่อย

ฉีดยาก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

การรวบรวมงานวิจัยพบว่าการฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อภายใน 3 เดือนก่อนผ่าตัด สัมพันธ์กับการติดเชื้อข้อเทียมที่สูงขึ้น ส่วนการฉีดก่อนหน้านั้นไม่พบความเสี่ยงเพิ่ม [13] จึงเว้นการฉีดอย่างน้อย 3 เดือนก่อนผ่าตัด

⚠  รีบมาพบแพทย์หลังฉีด หากมี

ไข้ เข่าบวม แดง ร้อนมากขึ้น หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังวันที่ 2–3 จนลงน้ำหนักไม่ได้ ผู้ป่วยเบาหวานที่น้ำตาลสูงมากต่อเนื่อง กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หรืออ่อนเพลียมาก หากมีผื่นทั่วตัว หน้าบวม หรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที

อ่านต่อ

ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (กรดไฮยาลูโรนิก)

ได้ผลแค่ไหน ฉีดกี่เข็ม และผลข้างเคียง

ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

ทางเลือกเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วยังปวดมาก

ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า

ได้ผลเร็วแค่ไหน ฉีดซ้ำได้บ่อยแค่ไหน และผลข้างเคียง

ฉีด PRP เข้าข้อเข่า

ได้ผลแค่ไหน ฉีดกี่เข็ม ต้องงดยาอะไร และผลข้างเคียง

คำถามที่พบบ่อย

นัดตรวจกับหมอคณินทร์

อาการปวดเข่าที่รบกวนการเดินและการนอนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ปรึกษาเรื่องปวดเข่าและการฉีดยาเข้าข้อเข่ากับ รศ.นพ. คณินทร์ ได้วันอังคาร–พฤหัสบดี 17.00–19.00 น. และเสาร์–อาทิตย์ 9.00–12.00 น. (ฉีด PRP วันอังคารและวันเสาร์)
โทร 062-498-3913 · LINE @khaninclinic · Facebook khaninortho

เอกสารอ้างอิง

  1. Jüni P, et al. Intra-articular corticosteroid for knee osteoarthritis. Cochrane Database Syst Rev 2015;(10):CD005328.

  2. Bannuru RR, et al. Therapeutic trajectory of hyaluronic acid versus corticosteroids in the treatment of knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Arthritis Rheum 2009;61:1704–1711.

  3. Bannuru RR, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage 2019;27:1578–1589.

  4. Bennell KL, et al. Effect of intra-articular platelet-rich plasma vs placebo injection on pain and medial tibial cartilage volume in patients with knee osteoarthritis: the RESTORE randomized clinical trial. JAMA 2021;326:2021–2030.

  5. Brophy RH, Fillingham YA. AAOS clinical practice guideline summary: management of osteoarthritis of the knee (nonarthroplasty), third edition. J Am Acad Orthop Surg 2022;30:e721–e729.

  6. Kolasinski SL, et al. 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Rheumatol 2020;72:220–233.

  7. Pereira TV, et al. Viscosupplementation for knee osteoarthritis: systematic review and meta-analysis. BMJ 2022;378:e069722.

  8. Zhong C, et al. Platelet-rich plasma provides small but superior short-term pain relief and functional improvement compared with hyaluronic acid for the treatment of knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Arthroscopy 2026 (online ahead of print).

  9. Abduljabbar FH, et al. Platelet-rich plasma provides greater pain relief and functional improvement than hyaluronic acid for knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. J ISAKOS 2026;21:101218.

  10. Peng YN, et al. Comparative clinical effectiveness of intra-articular leukocyte-rich platelet-rich plasma and hyaluronic acid in treating knee osteoarthritis pain: an updated systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Arch Rehabil Res Clin Transl 2026;8:100573.

  11. Luan D, et al. Comparative efficacy of platelet-rich plasma monotherapy versus combination therapies for knee osteoarthritis: a systematic review and network meta-analysis. J Orthop Surg Res 2026;21.

  12. Nakagawa HF, et al. Assessment of adverse events and safety associated with intra-articular platelet-rich plasma injections compared to other injectates for knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. PM R 2026;18:1072–1084.

  13. Lai Q, et al. Prior intra-articular corticosteroid injection within 3 months may increase the risk of deep infection in subsequent joint arthroplasty: a meta-analysis. Clin Orthop Relat Res 2022;480:971–979.

  14. Habib GS. Systemic effects of intra-articular corticosteroids. Clin Rheumatol 2009;28:749–756.

  15. Petersen SK, et al. Low frequency of septic arthritis after arthrocentesis and intra-articular glucocorticoid injection. Scand J Rheumatol 2019;48:393–397.

  16. Raynauld JP, et al. Safety and efficacy of long-term intraarticular steroid injections in osteoarthritis of the knee: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Arthritis Rheum 2003;48:370–377.

  17. McAlindon TE, et al. Effect of intra-articular triamcinolone vs saline on knee cartilage volume and pain in patients with knee osteoarthritis: a randomized clinical trial. JAMA 2017;317:1967–1975.

ข้อมูลในบทความนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการตรวจและคำแนะนำจากแพทย์

bottom of page