Reclinic
หมอคณินทร์
หน้าแรก › บริการ › การฉีดยาเข้าข้อเข่า › ฉีดสเตียรอยด์
บทความสุขภาพ · ข้อเข่า
ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า ที่หาดใหญ่
การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า คือการฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปในข้อเข่าโดยตรง ยาออกฤทธิ์เร็ว ช่วยลดปวดและลดบวมได้ โดยส่วนใหญ่เห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ แต่ผลอยู่ได้ไม่นาน งานวิจัยพบว่าได้ผลชัดในช่วง 1–6 สัปดาห์แรกเท่านั้น และเนื่องจากสเตียรอยด์ไม่ได้ซ่อมกระดูกอ่อนที่สึกไปแล้ว ทั้งยังไม่ควรฉีดซ้ำบ่อย การฉีดจึงเหมาะกับช่วงที่เข่าปวดบวมกำเริบ โดยใช้ควบคู่กับการบริหารกล้ามเนื้อ ก่อนฉีด รศ.นพ. คณินทร์ จะตรวจเข่าและประเมินความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมท ี่ Reclinic หาดใหญ่ เพื่อพิจารณาว่าการฉีดเหมาะกับผู้ป่วยหรือไม่

เขียนและทบทวนโดย รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ยมธนาภรณ์
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ว.35052) · ทบทวนล่าสุด ตุลาคม 2569 · อ่านประมาณ 8 นาที
ใครควรพิจารณาฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า
การรักษาหลักของข้อเข่าเสื่อม คือการบริหารกล้ามเนื้อต้นขา การลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน และการปรับกิจวัตร ซึ่งแนวทางการรักษาสากลแนะนำให้ทำทุกคน [5] การฉีดสเตียรอยด์เป็นการรักษาเสริมระยะสั้น ช่วยให้ผ่านช่วงที่ปวดมากไปได้ และกลับมาบริหารกล้ามเนื้อต่อได้
อาจพิจารณาการฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า หาก
✓ ปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อม ตรวจร่างกายและเอกซเรย์ยืนยันแล้ว
✓ เข่าปวดบวมกำเริบเป็นช่วง ๆ หรือมีน้ำในข้อ
✓ ปวดมากจนบริหารกล้ามเนื้อหรือเดินได้ไม่เต็มที่ และต้องการให้ปวดลดลงเร็ว
✓ ใช้ยาต้านการอักเสบไม่ได้ หรือไม่ควรใช้นาน เช่น มีโรคกระเพาะ โรคไต หรือโรคหัวใจ
✓ ต้องการคุมอาการช่วงหนึ่ง เช่น ระหว่างรอผ่าตัด โดยวันผ่าตัดอยู่ห่างออกไปมากกว่า 3 เดือน
งานวิจัยยังบอกไม่ได้แน่ชัดว่าผู้ป่วยแบบใดจะได้ผลมากกว่ากัน การรวบรวมงานวิจัยพบสัญญาณว่าผู้ที่มีน้ำในข้อ หรือมีอาการมาก อาจได้ผลดีกว่า แต่ผลยังไม่ตรงกันในแต่ละการศึกษา [6]
ไม่ควรฉีดหากมีการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณเข่าหรือในข้อเข่า หรือกำลังมีไข้ไม่สบาย ผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้ว ไม่ควรฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเทียม เพราะสัมพันธ์กับการติดเชื้อข้อเทียมที่สูงขึ้น [7] ผู้ที่เป็นเบาหวานฉีดได้ แต่ควรแจ้งแพทย์ก่อน หากค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ยังสูงกว่า 7.5% แพทย์จะเลื่อนการฉีดสเตียรอยด์ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย จนกว่าค่าน้ำตาลจะลดลง หรือพิจารณายาฉีดชนิดอื่น การฉีดเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ หลังจากเข้าใจทั้งประโยชน์ ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายแล้ว
ยาสเตียรอยด์ที่ฉีดเข้าข้อเข่าคืออะไร
สเตียรอยด์คืออะไร
เป็นยาลดการอักเสบที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ร่างกายสร้างเอง ไม่ใช่สเตียรอยด์ที่ใช้เสริมกล้ามเนื้อ ยาที่ใช้ฉีดเข้าข้อเป็นผลึกที่ละลายช้า จึงค้างอยู่ในข้อช่วงหนึ่ง และลดการอักเสบของเยื่อบุข้อ ทำให้ปวดและบวมลดลง
ผสมยาชาด้วยหรือไม่
ที่ Reclinic ผสมยาชาเฉพาะที่ไปกับสเตียรอยด์ ยาชาออกฤทธิ์ภายในไม่กี่นาทีและหมดฤทธิ์ในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เข่าสบายขึ้นตั้งแต่หลังฉีด ก่อนที่สเตียรอยด์จะเริ่มออกฤทธิ์ งานวิจัยในห้องปฏิบัติการพบว่ายาชาหลายชนิดทำลายเซลล์กระดูกอ่อนได้ โดยขึ้นกับชนิด ความเข้มข้น และระยะเวลาที่สัมผัส และอาจมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับสเตียรอยด์ [8] แต่ยังไม่ทราบว่าการฉีดครั้งเดียวมีผลต่อเข่าของผู้ป่วยจริงมากน้อยเพียงใด
การฉีดเข้าข้อเป็นการให้ยาเฉพาะที่ ยาส่วนใหญ่อยู่ในข้อ แต่บางส่วนดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ชั่วคราว จึงมีผลต่อร่างกายบ้าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นไม่กี่วัน [9] สเตียรอยด์ช่วยลดอาการ แต่ไม่ได้ซ่อมกระดูกอ่อนที่สึกไปแล้ว จึงควรบริหารกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนักต่อเนื่องร่วมด้วย
ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าได้ผลแค่ไหน
การรวบรวมงานวิจัย 27 การศึกษา (1,767 ราย) พบว่าสเตียรอยด์ลดปวดได้มากกว่าการฉีดยาหลอกชัดเจนใน 1–2 สัปดาห์แรก ผลเล็กลงที่ 4–6 สัปดาห์ เหลือน้อยที่ประมาณ 3 เดือน และไม่พบผลที่ 6 เดือน [2] การรวบรวมอีกฉบับพบว่าความแตกต่างที่ผู้ป่วยรู้สึกได้ชัดมีเฉพาะช่วง 6 สัปดาห์แรก [3] ในงานวิจัยหนึ่ง ผู้ที่ได้ ผลส่วนใหญ่รู้สึกดีขึ้นภายใน 3 วัน และเกือบทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ [1]
OARSI (2019)
แนะนำแบบมีเงื่อนไขสำหรับข้อเข่าเสื่อม เพื่อลดปวดระยะสั้น [5]
AAOS (2021)
ช่วยลดปวดได้ในระยะสั้น [10]
ACR (2019)
แนะนำสำหรับข้อเข่าเสื่อม [11]
สรุปคือ แนวทางสากลยอมรับการฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดปวดระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงที่อาการกำเริบ แต่ไม่ใช่การรักษาระยะยาว
ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าซ้ำได้บ่อยแค่ไหน
ยังไม่มีงานวิจัยที่กำหนดจำนว นครั้งต่อปีที่ปลอดภัยไว้แน่ชัด [12] ในทางปฏิบัติแพทย์ส่วนใหญ่เว้นระยะอย่างน้อย 3 เดือนระหว่างการฉีดแต่ละครั้ง และพิจารณาวิธีอื่นหากต้องฉีดบ่อย
ทำไมจึงเว้นอย่างน้อย 3 เดือน
เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไปเพื่อลดผลข้างเคียงจากการได้ยาซ้ำ ไม่ได้มาจากงานวิจัยที่เปรียบเทียบความถี่ในการฉีดโดยตรง [12]
งานวิจัยที่ฉีดทุก 3 เดือนนาน 2 ปี
ฉีดซ้ำหลายครั้ง ได้ผลระยะยาวไหม
การรวบรวมงานวิจัยที่ฉีดซ้ำ 2–8 ครั้ง ไม่พบว่าลดปวดได้มากกว่ายาหลอกที่ 12–24 เดือน และตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ยาฉีดชนิดอื่นให้ผลเท่ากันหรือดีกว่า [15]
เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนวิธี
หากผลจากการฉีดสั้นลงเรื่อย ๆ หรือต้องฉีดบ่อยเพื่อคุมอาการ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องทางเลือกอื่น เช่น น้ำเลี้ยงข้อเข่า PRP หรือการผ่าตัด
ฉีดสเตียรอยด์ ต่างจากน้ำเลี้ยงข้อเข่าและ PRP อย่างไร
ยาฉีดทั้งสามแบบออกฤทธิ์ต่างกัน สเตียรอยด์เด่นเรื่องความเร็ว ส่วนน้ำเลี้ยงข้อและ PRP ออกฤทธิ์ช้ากว่าแต่มีงานวิจัยที่ติดตามผลนานกว่า
สเตียรอยด์
น้ำเลี้ยงข้อ (HA)
PRP
เริ่มออกฤทธิ์
เร็ว ส่วนใหญ่ภายใน 1 สัปดาห์ [1]
ช้ากว่า ค่อย ๆ ชัดขึ้นในหลายสัปดาห์
ช้า ต้องฉีดหลายครั้ง
ช่วงที่ได้ผลชัดในงานวิจัย
ดีกว่าสเตียรอยด์ในช่วง 2–6 เดือนหลังฉีด [16]
งานวิจัยติดตาม 6–12 เดือน ผลยังไม่ตรงกัน งานวิจัยขนาดใหญ่ที่เทียบกับน้ำเกลือไม่พบความแตกต่าง [17]
มักใช้เมื่อ
ปวดบวมกำเริบ ต้องการผลเร็ว
ข้อเสื่อมระดับน้อยถึงปานกลาง ต้องการผลนานกว่า
ข้อเสื่อมระยะแรก
ข้อควรระวัง
น้ำตาลในเลือดสูงชั่วคราวในผู้ป่วยเบาหวาน ไม่ควรฉีดซ้ำบ่อย
ผู้ที่แพ้เนื้อไก่ ไข่ หรือขนนก ควรแจ้งแพทย์
ต้องเจาะเลือด งดยาต้านการอักเสบ 7 วันก่อนและหลังฉีด
ที่ Reclinic
ครั้งละ 1 เข็ม ฉีดซ้ำเมื่ออาการกำเริบ โดยเว้นระยะตามที่แพทย์แนะนำ
1 หรือ 3 ครั้ง ซ้ำเมื่ออาการกลับมาหรือทุก 6 เดือน
3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน
สเตียรอยด์
น้ำเลี้ยงข้อ (HA)
เริ่มออกฤทธิ์
ช้ากว่า ค่อย ๆ ชัดขึ้นในหลายสัปดาห์
ช่วงที่ได้ผลชัดในงานวิจัย
ดีกว่าสเตียรอยด์ในช่วง 2–6 เดือนหลังฉีด [16]
มักใช้เมื่อ
ข้อเสื่อมระดับน้อยถึงปานกลาง ต้องการผลนานกว่า
ข้อควรระวัง
ผู้ที่แพ้เนื้อไก่ ไข่ หรือขนนก ควรแจ้งแพทย์
ที่ Reclinic
1 หรือ 3 ครั้ง ซ้ำเมื่ออาการกลับมาหรือทุก 6 เดือน
PRP
เริ่มออกฤทธิ์
ช้า ต้องฉีดหลายครั้ง
ช่วงที่ได้ผลชัดในงานวิจัย
งานวิจัยติดตาม 6–12 เดือน ผลยังไม่ตรงกัน งานวิจัยขนาดใหญ่ที่เทียบกับน้ำเกลือไม่พบความแตกต่าง [17]
มักใช้เมื่อ
ข้อเสื่อมระยะแรก
ข้อควรระวัง
ต้องเจาะเลือด งดยาต้านการอักเสบ 7 วันก่อนและหลังฉีด
ที่ Reclinic
3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน
อ่านการเปรียบเทียบทั้งสามแบบ พร้อมคำแนะนำจากแนวทางสากล ได้ที่หน้าการฉีดยาเข้าข้อเข่า ค่าใช้จ่ายขึ้นกับชนิดยาและจำนวนครั้ง สอบถามได้ที่คลินิก
เตรียมตัวก่อนฉีด
สิ่งที่ควรทำก่อนฉีด
✓ แจ้งยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือดหรือยาป้องกันเลือดแข็งตัว เช่น แอสไพริน (ไม่ควรหยุดยาเอง กรุณาปรึกษาแพทย์ก่อน)
✓ ผู้ที่เป็นเบาหวาน แจ้งแพทย์และนำผลค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ล่าสุดมาด้วย หากสูงกว่า 7.5% แพทย์จะเลื่อนการฉีดสเตียรอยด์ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย และเตรียมตรวจน้ำตาลปลายนิ้วบ่อยขึ้นใน 2–3 วันหลังฉีด
✓ หากมีแผนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า แจ้งแพทย์ก่อน เพราะควรเว้นการฉีดยาเข้าข้ออย่างน้อย 3 เดือนก่อนผ่าตัด [4]
✓ หากเคยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมข้างนั้นแล้ว ควรแจ้งแพทย์ [7]
✓ แจ้งประวัติแพ้ยา รวมถึงยาชา
✓ หากมีไข้ ไม่สบาย หรือมีแผล ผื่น ตุ่มหนองบริเวณเข่า ให้แจ้งเพื่อเลื่อนการฉีด
✓ กินอาหารได้ตามปกติ และสวมกางเกงหลวมที่พับขึ้นเหนือเข่าได้
ขั้นตอนการฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าและการดูแลหลังฉีด
1
ตรวจและวางแผน
ซักประวัติ ตรวจเข่า และเอกซเรย์ที่คลินิกถ้าจำเป็น แพทย์อธิบายทางเลือกการรักษาและตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วย
2
เตรียมผิวบริเวณที่ฉีด
ทำความสะอาดผิวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และใช้เทคนิคปลอดเชื้อทุกขั้นตอน
3
ฉีดยาเข้าข้อเข่า
ขณะฉีดจะเจ็บคล้ายฉีดยาทั่วไป และรู้สึกตึงในเข่าขณะยาเข้าข้อ ยาชาที่ผสมไปช่วยให้เข่าสบายขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงแรก จากนั้นปิดพลาสเตอร์
4
2 วันแรกหลังฉีด
เดินกลับบ้านได้ งดวิ่ง กระโดด ยกของหนัก หรือยืนเดินนาน ๆ บางคนปวดตึงมากขึ้นชั่วคราว ส่วนใหญ่ไม่ค่อยบวม ประคบเย็นครั้งละ 15–20 นาที บางคนมีหน้าแดง ร้อนวูบวาบ ซึ่งหายเองได้
5
ผู้ป่วยเบาหวาน
น้ำตาลในเลือดมักสูงขึ้นชั่วคราวภายในไม่กี่ชั่วโมง และกลับสู่ระดับเดิมภายในไม่กี่วัน [9] ตรวจน้ำตาลบ่อยขึ้น หากสูงมากต่อเนื่องให้ติดต่อแพทย์
6
ติดตามผล
ผู้ที่ได้ผลส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ [1] ระหว่างนี้บริหารกล้ามเนื้อต้นขาต่อเนื่อง หากต้องฉีดซ้ำ แพทย์ส่วนใหญ่เว้นอย่างน้อย 3 เดือน
นัดติดตามอาการตามที่แพทย์แนะนำ และสอบถามอาการทาง LINE หรือ Facebook ได้ระหว่างนัด
ผลข้างเคียงของการฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นอาการเล็กน้อยและหายเองในไม่กี่วัน ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงพบน้อย แต่ควรรู้ไว้ก่อนตัดสินใจฉีด และไม่ควรฉีดซ้ำบ่อย
ปวดหรือบวมมากขึ้นหลังฉีด
พบได้บางราย [12] มักเกิดใน 1–2 วันแรก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยบวม และดีขึ้นเองเมื่อพักและประคบเย็น
หน้าแดง ร้อนวูบวาบ
เป็นผลข้างเคียงทั่วร่างกายที่พบบ่อยอย่างหนึ่ง มักเกิดใน 2–3 วันหลังฉีดและหายเอง [18] บางคนมีความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราว [12]
น้ำตาลในเลือดสูงชั่วคราว
ในผู้ป่วยเบาหวาน น้ำตาลสูงขึ้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังฉีด และกลับสู่ระดับเดิมภายในไม่กี่วัน [9]
การติดเชื้อในข้อเข่า
พบน้อยมาก ข้อมูลการฉีดยาและเจาะข้อกว่า 22,000 ครั้ง พบการติดเชื้อน้อยกว่า 1 ใน 1,000 ครั้ง [19] แพทย์ป้องกันโดยทำความสะอาดผิวและใช้เทคนิคปลอดเชื้อ
ผลต่อกระดูกอ่อนเมื่อฉีดซ้ำบ่อย
ยังไม่ทราบแน่ชัด งานวิจัยที่ฉีดทุก 3 เดือนนาน 2 ปีให้ผลไม่ตรงกัน [13][14] งานวิจัยเชิงสังเกตพบว่าผู้ที่ฉีดสเตียรอยด์มีข้อเสื่อมใน MRI เพิ่มขึ้นมากกว่า [20] แต่อาจเป็นเพราะผู้ที่ได้ฉีดมีอาการมากกว่าอยู่แล้ว
ภาวะแทรกซ้อนที่กระดูก (พบน้อย)
เช่น ข้อทรุดเร็ว กระดูกใต้ผิวข้อร้าว หรือกระดูกขาดเลือด ข้อมูลผู้ป่วย 1,000 รายที่ฉีดข้อสะโพกหรือข้อเข่า พบ 10 ราย (ในข้อเข่า 4 ราย) ส่วนใหญ่เกิดใน 2–9 เดือนหลังฉีด [21] หากเข่าปวดมากขึ้นผิดปกติในช่วงนี้ ควรมาตรวจและเอกซเรย์
ฉีดก่อนผ่าตัดหรือฉีดเข้าข้อเทียม
การฉีดสเตียรอยด์ภายใน 3 เดือนก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อ สัมพันธ์กับการติดเชื้อข้อเทียมที่สูงขึ้น ส่วนการฉีดก่อนหน้านั้นไม่พบความเสี่ยงเพิ่ม [4] และการฉีดเข้าข้อเข่าเทียมสัมพันธ์กับการติดเชื้อและการผ่าตัดแก้ไขที่สูงขึ้น [7]
⚠ รีบมาพบแพทย์หลังฉีด หากมี
ไข้ เข่าบวม แดง ร้อนมากขึ้น หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังวันที่ 2–3 จนลงน้ำหนักไม่ได้ ผู้ป่วยเบาหวานที่น้ำตาลสูงมากต่อเนื่อง กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หรืออ่อนเพลียมาก หากมีผื่นทั่วตัว หน้าบวม หรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที
อ่านต่อ
การฉีดยาเข้าข้อเข่า: ภาพรวม
สเตียรอยด์ น้ำเลี้ยงข้อ และ PRP ต่างกันอย่างไร ได้ผลนานแค่ไ หน และแบบไหนเหมาะกับใคร
ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (กรดไฮยาลูโรนิก)
ได้ผลแค่ไหน ฉีดกี่เข็ม และผลข้างเคียง
คำถามที่พบบ่อย
เอกสารอ้างอิง
Cushman DM, et al. Prospective evaluation of pain flares and time until pain relief following musculoskeletal corticosteroid injections. Sports Health 2023;15:227–233.
Jüni P, et al. Intra-articular corticosteroid for knee osteoarthritis. Cochrane Database Syst Rev 2015;(10):CD005328.
Bensa A, et al. Intra-articular corticosteroid injections provide a clinically relevant benefit compared to placebo only at short-term follow-up in patients with knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Knee Surg Sports Traumatol Arthrosc 2024;32:311–322.
Lai Q, et al. Prior intra-articular corticosteroid injection within 3 months may increase the risk of deep infection in subsequent joint arthroplasty: a meta-analysis. Clin Orthop Relat Res 2022;480:971–979.
Bannuru RR, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage 2019;27:1578–1589.
Maricar N, et al. Predictors of response to intra-articular steroid injections in knee osteoarthritis — a systematic review. Rheumatology (Oxford) 2013;52:1022–1032.
Durst CR, et al. Intra-articular corticosteroid injections into a preexisting total knee arthroplasty are associated with increased risk of periprosthetic joint infection and revision. Arthroplast Today 2023;24:101237.
Jayaram P, et al. Chondrotoxic effects of local anesthetics on human knee articular cartilage: a systematic review. PM R 2019;11:379–400.
Habib GS. Systemic effects of intra-articular corticosteroids. Clin Rheumatol 2009;28:749–756.
Brophy RH, Fillingham YA. AAOS clinical practice guideline summary: management of osteoarthritis of the knee (nonarthroplasty), third edition. J Am Acad Orthop Surg 2022;30:e721–e729.
Kolasinski SL, et al. 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Rheumatol 2020;72:220–233.
Kamel SI, et al. Local and systemic side effects of corticosteroid injections for musculoskeletal indications. AJR Am J Roentgenol 2024;222:e2330458.
Raynauld JP, et al. Safety and efficacy of long-term intraarticular steroid injections in osteoarthritis of the knee: a randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Arthritis Rheum 2003;48:370–377.
McAlindon TE, et al. Effect of intra-articular triamcinolone vs saline on knee cartilage volume and pain in patients with knee osteoarthritis: a randomized clinical trial. JAMA 2017;317:1967–1975.
Donovan RL, et al. Effects of recurrent intra-articular corticosteroid injections for osteoarthritis at 3 months and beyond: a systematic review and meta-analysis in comparison to other injectables. Osteoarthritis Cartilage 2022;30:1658–1669.
Bannuru RR, et al. Therapeutic trajectory of hyaluronic acid versus corticosteroids in the treatment of knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Arthritis Rheum 2009;61:1704–1711.
Bennell KL, et al. Effect of intra-articular platelet-rich plasma vs placebo injection on pain and medial tibial cartilage volume in patients with knee osteoarthritis: the RESTORE randomized clinical trial. JAMA 2021;326:2021–2030.
Scherer J, et al. Pharmacology of intra-articular triamcinolone. Inflammopharmacology 2014;22:201–217.
Petersen SK, et al. Low frequency of septic arthritis after arthrocentesis and intra-articular glucocorticoid injection. Scand J Rheumatol 2019;48:393–397.
Bharadwaj UU, et al. Intra-articular knee injections and progression of knee osteoarthritis: data from the Osteoarthritis Initiative. Radiology 2025;315:e233081.
Graf DN, et al. Intraarticular steroid injection in hip and knee with fluoroscopic guidance: reassessing safety. Radiology 2022;304:363–369.
ข้อมูลในบทความนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการตรวจและคำแนะนำจากแพทย์