top of page

Reclinic
หมอคณินทร์

หน้าแรก  ›  บทความสุขภาพ  ›  ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 กับข้อเข่า

บทความสุขภาพ · ข้อเข่า ข้อสะโพก

ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1
กับข้อเข่าเสื่อมและการผ่าตัดข้อเทียม

น้ำหนักตัวมีผลต่อข้อเข่าเสื่อมทั้งในช่วงที่รักษาโดยไม่ผ่าตัดและเมื่อต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม การลดน้ำหนักได้ประมาณ 10% ช่วยลดปวดเข่าได้ชัดเจน [1] ส่วนผู้ที่น้ำหนักเกินมาก มีโอกาสติดเชื้อหลังผ่าตัดข้อเทียมสูงกว่า [2] ยาฉีดกลุ่ม GLP-1 เช่น เซมากลูไทด์ (semaglutide) และเทอร์เซพาไทด์ (tirzepatide) เป็นยาที่ต้องใช้ตามแพทย์สั่ง ซึ่งช่วยให้น้ำหนักลดลงได้มากในงานวิจัย [3] บทความนี้รวบรวมงานวิจัยเรื่องยากลุ่มนี้กับข้อเข่าเสื่อม ผลข้างเคียงที่ควรรู้ และการเตรียมตัวหากกำลังใช้ยาแล้ววางแผนผ่าตัด โดย รศ.นพ. คณินทร์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Reclinic หาดใหญ่

รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ยมธนาภรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Reclinic หาดใหญ่

เขียนและทบทวนโดย รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ยมธนาภรณ์

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ว.35052) · ทบทวนล่าสุด พฤศจิกายน 2569 · อ่านประมาณ 9 นาที

ลดน้ำหนัก 10% ขึ้นไป ปวดเข่า

ลดลงชัด

ในงานวิจัยแบบสุ่ม [1]

ดัชนีมวลกาย 40 ขึ้นไป

ติดเชื้อ ~4 เท่า

หลังผ่าตัดข้อเทียม [2]

เมื่อหยุดยา 1 ปี น้ำหนักกลับ

~2 ใน 3

ของที่ลดไป [4]

ก่อนผ่าตัดหรือดมยา

แจ้งแพทย์

เสมอว่ากำลังใช้ยากลุ่มนี้ [5]

น้ำหนักเกี่ยวกับอาการปวดเข่าอย่างไร

หลายคนรู้อยู่แล้วว่าการลดน้ำหนักช่วยข้อเข่า แต่ทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อปวดเข่าจนออกกำลังกายได้น้อย ซึ่งไม่ใช่ความผิดของใคร ทุกก้าวที่เดิน เข่ารับแรงมากกว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า เมื่อน้ำหนักลดลง แรงที่ลงบนเข่าก็ลดลงด้วย [6]

สิ่งที่งานวิจัยพบ

✓  แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมสากลแนะนำให้ลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน เป็นการรักษาหลักควบคู่กับการออกกำลังกาย [7]

✓  การลดน้ำหนักมากกว่าประมาณ 5% ช่วยให้ใช้งานเข่าได้ดีขึ้น [8]

✓  ยิ่งลดได้มาก อาการยิ่งดีขึ้น ผู้ที่ลดได้ 10–20% ปวดน้อยกว่าผู้ที่ลดได้น้อยกว่า 10% อย่างชัดเจน [1]

✓  การคุมอาหารร่วมกับออกกำลังกาย ลดปวดได้มากกว่าการออกกำลังกายอย่างเดียว [6]

✓  การคุมอาหารและออกกำลังกายยังเป็นพื้นฐานของทุกคน ยาเป็นตัวช่วยเสริมสำหรับบางคนเท่านั้น

น้ำหนักจึงเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การรักษาข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด เช่น การบริหารกล้ามเนื้อ ยา หรือการฉีดยา ได้ผลดีขึ้น สำหรับข้อสะโพกเสื่อม น้ำหนักมีผลน้อยกว่าข้อเข่า และยังไม่มีงานวิจัยของยากลุ่มนี้ในข้อสะโพกโดยตรง

น้ำหนักมีผลต่อการผ่าตัดข้อเทียมอย่างไร

ผู้ที่น้ำหนักเกินมากยังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมได้ และส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ชัดเจน แต่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างสูงขึ้น การรู้ไว้ช่วยให้เตรียมตัวได้ดีขึ้น

การติดเชื้อหลังผ่าตัด

การศึกษาผู้ป่วยกว่า 9,000 รายพบว่าโอกาสติดเชื้อใกล้เคียงกันเมื่อดัชนีมวลกายต่ำกว่า 35 แต่สูงขึ้นประมาณ 2 เท่าที่ 35–39.9 และประมาณ 4 เท่าที่ 40 ขึ้นไป [2]

เบาหวานร่วมกับน้ำหนักเกินมาก

ผู้ที่มีทั้งสองภาวะมีโอกาสติดเชื้อสูงกว่า การคุมน้ำตาลก่อนผ่าตัดจึงสำคัญเช่นกัน [9]

การผ่าตัดแก้ไขข้อเทียมในภายหลัง

การรวบรวมงานวิจัยในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าพบว่า ผู้ที่น้ำหนักเกินมีโอกาสต้องผ่าตัดแก้ไขสูงกว่าเล็กน้อย [10]

น้ำหนักไม่ใช่เกณฑ์เดียว

การศึกษาผู้ป่วยกว่า 27,000 รายพบว่า หากใช้ดัชนีมวลกาย 40 เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าจะไม่ผ่าตัด จะมีผู้ป่วยที่ผ่าตัดได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนถูกปฏิเสธประมาณ 14 คน ต่อภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ 1 ครั้ง [11]

รศ.นพ. คณินทร์ ไม่ได้ใช้น้ำหนักเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าผ่าตัดได้หรือไม่ แต่จะพิจารณาร่วมกับโรคประจำตัว อาการ และความพร้อมของผู้ป่วย การดูแลน้ำหนักก่อนผ่าตัดเป็นการช่วยลดความเสี่ยง ไม่ใช่เงื่อนไขที่ต้องผ่านให้ได้

ยากลุ่ม GLP-1 คืออะไร

ยาทำงานอย่างไร

ยาเลียนแบบฮอร์โมนที่ลำไส้หลั่งออกมาหลังกินอาหาร ทำให้อิ่มเร็วและอิ่มนาน กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง จึงกินน้อยลงโดยไม่หิวมาก เดิมใช้รักษาโรคเบาหวาน ต่อมาใช้ดูแลน้ำหนักในขนาดที่ต่างกัน เป็นยาฉีดใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้ง เริ่มจากขนาดต่ำแล้วค่อย ๆ เพิ่มทุกประมาณ 4 สัปดาห์

เซมากลูไทด์กับเทอร์เซพาไทด์ต่างกันอย่างไร

เซมากลูไทด์ออกฤทธิ์ที่ตัวรับ GLP-1 ส่วนเทอร์เซพาไทด์ออกฤทธิ์ทั้งตัวรับ GLP-1 และ GIP งานวิจัยแบบสุ่มที่เปรียบเทียบสองยาโดยตรงพบว่า ที่ 72 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงเฉลี่ยประมาณ 20% กับเทอร์เซพาไทด์ และประมาณ 14% กับเซมากลูไทด์ [3]

ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 ยาฉีดกลุ่มนี้เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์และจ่ายโดยเภสัชกร ไม่ควรซื้อจากช่องทางออนไลน์หรือแหล่งที่ไม่ทราบที่มา เพราะอาจได้ยาปลอมหรือยาที่เก็บรักษาไม่ถูกต้อง

งานวิจัยในข้อเข่าเสื่อมพบอะไร

งานวิจัยที่สำคัญเรื่องยากลุ่มนี้กับข้อเข่าเสื่อม สรุปได้ดังนี้

เซมากลูไทด์ในผู้ที่น้ำหนักเกินมากและข้อเข่าเสื่อม

งานวิจัยแบบสุ่ม 407 ราย ติดตาม 68 สัปดาห์ (ดัชนีมวลกายเฉลี่ยประมาณ 40) พบว่าน้ำหนักลดลงประมาณ 14% เทียบกับ 3% ในกลุ่มยาหลอก คะแนนปวดเข่าลดลงมากกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างชัดเจน และเดินหรือทำกิจวัตรได้ดีขึ้น [12]

กลุ่มยาหลอกก็ดีขึ้นเช่นกัน

ในงานวิจัยเดียวกัน ผู้ที่ได้ยาหลอกร่วมกับคำแนะนำเรื่องอาหารและการออกกำลังกายก็ปวดลดลงพอสมควร แสดงว่าการปรับพฤติกรรมเองมีประโยชน์ [12]

เทอร์เซพาไทด์

ช่วยลดน้ำหนักได้มากในงานวิจัยแบบสุ่ม [13] แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยแบบสุ่มที่ตีพิมพ์ผลเรื่องอาการข้อเข่าเสื่อมโดยตรง และมีงานวิจัยที่กำลังศึกษาว่าช่วยลดการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้หรือไม่

ยาไม่ได้ซ่อมกระดูกอ่อน

ผลต่ออาการปวดส่วนใหญ่มาจากน้ำหนักที่ลดลง ยังไม่มีหลักฐานว่ายาทำให้กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้วกลับคืนมา

ผลจะอยู่เมื่อใช้ยาต่อเนื่อง

หลังหยุดเซมากลูไทด์ 1 ปี น้ำหนักกลับขึ้นประมาณ 2 ใน 3 ของที่ลดไป [4] และในงานวิจัยของเทอร์เซพาไทด์ ผู้ที่เปลี่ยนเป็นยาหลอกน้ำหนักกลับขึ้นประมาณ 14% ภายในราวหนึ่งปี ขณะที่ผู้ที่ใช้ยาต่อน้ำหนักยังลดลงต่อ [14]

งานวิจัยข้อเข่าเสื่อมทำในผู้ที่น้ำหนักเกินมาก ผลในผู้ที่น้ำหนักเกินเล็กน้อยอาจไม่เท่ากัน

ใครอาจเหมาะ ใครควรระวัง

การใช้ยากลุ่มนี้ขึ้นกับน้ำหนัก โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และความตั้งใจของผู้ป่วย แพทย์จะประเมินเป็นรายบุคคลเสมอ และใช้ร่วมกับการคุมอาหารและออกกำลังกายเสมอ

อาจเหมาะ

ผู้ที่น้ำหนักเกินชัดเจน หรือน้ำหนักเกินร่วมกับโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง หรือข้อเข่าเสื่อม ซึ่งพยายามคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วแต่น้ำหนักลดได้น้อย สำหรับคนเอเชีย ความเสี่ยงต่อสุขภาพเริ่มเพิ่มขึ้นที่ดัชนีมวลกายต่ำกว่าชาวตะวันตก [15]

ไม่ควรใช้

ผู้ที่ตนเองหรือคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งไทรอยด์ชนิดเมดัลลารี หรือโรค MEN 2 ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือวางแผนตั้งครรภ์

ต้องระวังและแจ้งแพทย์

ผู้ที่เคยเป็นตับอ่อนอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี โรคไต โรคจอประสาทตาจากเบาหวาน หรือใช้อินซูลินหรือยาลดน้ำตาลบางชนิดร่วมด้วย

ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดกิน

เทอร์เซพาไทด์อาจทำให้ยาคุมชนิดกินได้ผลลดลงในช่วงเริ่มยาและช่วงเพิ่มขนาดยา ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วย

ยากลุ่ม GLP-1 ร่วมกับปรับพฤติกรรม

คุมอาหารและออกกำลังกาย

น้ำหนักที่ลดได้ในงานวิจัย

ประมาณ 14–20% [12][3]

ประมาณ 5–11% [8][6]

ผลต่ออาการปวดเข่า

ลดลงชัดเจน (เซมากลูไทด์) [12]

ลดลง [6]

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก [16]

ปวดเมื่อยในช่วงแรก

เมื่อหยุด

น้ำหนักมักกลับขึ้น [4][14]

ขึ้นกับการรักษาพฤติกรรมต่อเนื่อง

ใช้ร่วมกันได้ไหม

ควรใช้ร่วมกันเสมอ

เป็นพื้นฐานของทุกคน

ยากลุ่ม GLP-1 ร่วมกับปรับพฤติกรรม

น้ำหนักที่ลดได้ในงานวิจัย

ประมาณ 14–20% [12][3]

 

ผลต่ออาการปวดเข่า

ลดลงชัดเจน (เซมากลูไทด์) [12]

 

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก [16]

 

เมื่อหยุด

น้ำหนักมักกลับขึ้น [4][14]

 

ใช้ร่วมกันได้ไหม

ควรใช้ร่วมกันเสมอ

คุมอาหารและออกกำลังกาย

น้ำหนักที่ลดได้ในงานวิจัย

ประมาณ 5–11% [8][6]

 

ผลต่ออาการปวดเข่า

ลดลง [6]

 

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย

ปวดเมื่อยในช่วงแรก

 

เมื่อหยุด

ขึ้นกับการรักษาพฤติกรรมต่อเนื่อง

 

ใช้ร่วมกันได้ไหม

เป็นพื้นฐานของทุกคน

ผลข้างเคียงที่ควรรู้

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นไม่มากและเกิดในช่วงแรกของการใช้ยา แต่มีบางอาการที่ควรรู้ไว้

คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก

พบบ่อย โดยเฉพาะช่วงเริ่มยาและช่วงเพิ่มขนาดยา ส่วนใหญ่เป็นไม่มากและค่อย ๆ ดีขึ้น ในงานวิจัย ผู้ใช้ประมาณ 4–8 ใน 100 รายหยุดยาเพราะผลข้างเคียง [16][13][3]

กล้ามเนื้อลดลงร่วมกับไขมัน

น้ำหนักที่ลดได้ส่วนใหญ่เป็นไขมัน แต่ประมาณ 1 ใน 4 เป็นส่วนที่ไม่ใช่ไขมัน ซึ่งรวมกล้ามเนื้อ [17] ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมหรือกำลังจะผ่าตัดจึงควรกินโปรตีนให้พอและบริหารกล้ามเนื้อต่อเนื่อง

นิ่วในถุงน้ำดีและตับอ่อนอักเสบ

นิ่วพบมากขึ้นเล็กน้อยเมื่อน้ำหนักลดเร็ว ส่วนตับอ่อนอักเสบพบน้อย [16] หากปวดท้องรุนแรงร้าวไปหลัง หรือปวดท้องด้านขวาบนร่วมกับไข้ ควรพบแพทย์ทันที

ตามัวทันที

มีรายงานภาวะเส้นประสาทตาขาดเลือดซึ่งพบน้อยมาก หากตามัวหรือมองไม่เห็นทันทีควรพบแพทย์โดยเร็ว

ขาดน้ำจากอาเจียนหรือท้องเสีย

อาจทำให้ไตทำงานลดลง ควรดื่มน้ำให้พอ และปรึกษาแพทย์หากอาเจียนหรือท้องเสียมาก

⚠ พบแพทย์ทันที หาก

ปวดท้องรุนแรงไม่หาย อาเจียนมากจนกินหรือดื่มไม่ได้ ตัวเหลืองตาเหลือง ตามัวทันที หรือมีอาการแพ้ เช่น หน้าบวม หายใจลำบาก

กำลังใช้ยาและวางแผนผ่าตัดข้อเข่าหรือข้อสะโพกเทียม

งานวิจัยพบอะไร การรวบรวมงานวิจัยกว่า 96,000 รายพบว่า ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ก่อนผ่าตัดข้อเข่าหรือข้อสะโพกเทียม มีภาวะแทรกซ้อนและการกลับมานอนโรงพยาบาลภายใน 90 วันน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ [18] แต่ข้อมูลทั้งหมดมาจากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง ความน่าเชื่อถือยังต่ำ อีกการรวบรวมหนึ่งพบกระดูกรอบข้อเทียมหักมากขึ้นเล็กน้อยในปีแรก [19] และเมื่อติดตามถึง 2 ปี ยังไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจน [20] จึงยังสรุปไม่ได้ว่ายาช่วยให้ผลผ่าตัดดีขึ้น และยาอาจไม่ได้ทำให้น้ำหนักลดถึงเป้าหมายในทุกราย [21]

 

ก่อนวันผ่าตัด ยากลุ่มนี้ทำให้กระเพาะอาหารว่างช้า จึงอาจมีอาหารค้างในกระเพาะแม้งดอาหารตามเวลาปกติ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงสำลักระหว่างดมยาหรือให้ยานอนหลับ แนวทางร่วมของสมาคมวิสัญญีและสมาคมทางเดินอาหารปี 2567 และแนวทางของสหราชอาณาจักรปี 2568 แนะนำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ยาต่อได้ โดยประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อยู่ในช่วงเพิ่มขนาดยา ใช้ยาขนาดสูง หรือยังมีคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด อาจต้องกินอาหารเหลวใสอย่างเดียว 24 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด หรือแพทย์อาจให้หยุดยาก่อน [5][22]

คำแนะนำของแต่ละโรงพยาบาลอาจต่างกันได้ ผู้ป่วยจึงควรทำตามที่แพทย์และวิสัญญีแพทย์กำหนด และไม่ควรหยุดหรือปรับยาเอง

ถ้ากำลังใช้ยาและนัดผ่าตัดข้อเทียม ควรทำอย่างไร

1

แจ้งแพทย์ตั้งแต่วันนัดผ่าตัด

บอกชื่อยา ขนาด และวันที่ฉีดครั้งล่าสุด ทั้งกับศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์

2

ไม่เพิ่มขนาดยาช่วงใกล้ผ่าตัด

อาการคลื่นไส้มักเกิดช่วงเพิ่มขนาดยา จึงควรผ่าตัดเมื่อใช้ยาขนาดเดิมจนอาการคงที่แล้ว [5]

3

ทำตามคำแนะนำเรื่องอาหารก่อนผ่าตัด

บางรายอาจต้องกินอาหารเหลวใส 24 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด หรือหยุดยาก่อนตามที่แพทย์กำหนด [5][22]

4

วันผ่าตัด

แจ้งวิสัญญีแพทย์อีกครั้ง โดยเฉพาะหากยังคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องอืด

5

หลังผ่าตัด

กลับมาใช้ยาเมื่อกินอาหารได้ปกติและไม่คลื่นไส้อาเจียน หากหยุดยาไปหลายสัปดาห์ แพทย์อาจให้เริ่มใหม่จากขนาดต่ำ ระหว่างนี้กินโปรตีนให้พอและฝึกเดินตามโปรแกรม

6

ดูแลน้ำหนักระยะยาว

การดูแลน้ำหนักหลังผ่าตัดช่วยถนอมข้อเทียมและข้ออื่น ๆ

อ่านการเตรียมตัวทั้งหมดได้ที่หน้าเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม →

ใช้ยาให้ได้ประโยชน์และปลอดภัย

สิ่งที่ควรทำ

✓  ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง และพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามน้ำหนักและผลข้างเคียง

✓  ไม่ซื้อยาจากออนไลน์หรือแหล่งที่ไม่ทราบที่มา

✓  กินโปรตีนให้พอทุกมื้อ ดื่มน้ำให้เพียงพอ

✓  บริหารกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพกสม่ำเสมอ ออกกำลังกายที่ไม่กระแทกข้อ เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ

✓  กินช้า ๆ มื้อเล็ก ๆ หยุดเมื่ออิ่ม เพื่อลดคลื่นไส้

✓  แจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนผ่าตัด ส่องกล้อง หรือดมยา

✓  วางแผนกับแพทย์ตั้งแต่เริ่มว่าจะดูแลน้ำหนักอย่างไรเมื่อหยุดยา

อ่านต่อ

ข้อเข่าเสื่อม

อาการ ระยะ และการรักษาเป็นขั้น

เตรียมตัวก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม

ยาที่ต้องแจ้งแพทย์ ท่าบริหาร และวันนอนโรงพยาบาล

คำถามที่พบบ่อย

นัดตรวจกับหมอคณินทร์

ปวดเข่าและกังวลเรื่องน้ำหนัก หรือกำลังวางแผนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม มาปรึกษาเพื่อวางแผนการดูแลข้อเข่าร่วมกันได้ ปรึกษา รศ.นพ. คณินทร์ ได้วันอังคาร–พฤหัสบดี 17.00–19.00 น. และเสาร์–อาทิตย์ 9.00–12.00 น.
โทร 062-498-3913 · LINE @khaninclinic · Facebook khaninortho

เอกสารอ้างอิง

  1. Messier SP, et al. Intentional weight loss in overweight and obese patients with knee osteoarthritis: is more better? Arthritis Care Res 2018;70:1569–1575.

  2. Lübbeke A, et al. Body mass and weight thresholds for increased prosthetic joint infection rates after primary total joint arthroplasty. Acta Orthop 2016;87:132–138.

  3. Aronne LJ, et al. Tirzepatide as compared with semaglutide for the treatment of obesity. N Engl J Med 2025;393:26–36.

  4. Wilding JPH, et al. Weight regain and cardiometabolic effects after withdrawal of semaglutide: the STEP 1 trial extension. Diabetes Obes Metab 2022;24:1553–1564.

  5. Kindel TL, et al. Multisociety clinical practice guidance for the safe use of glucagon-like peptide-1 receptor agonists in the perioperative period. Surg Obes Relat Dis 2024;20:1183–1186.

  6. Messier SP, et al. Effects of intensive diet and exercise on knee joint loads, inflammation, and clinical outcomes among overweight and obese adults with knee osteoarthritis: the IDEA randomized clinical trial. JAMA 2013;310:1263–1273.

  7. Kolasinski SL, et al. 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Rheumatol 2020;72:220–233.

  8. Christensen R, et al. Effect of weight reduction in obese patients diagnosed with knee osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Ann Rheum Dis 2007;66:433–439.

  9. Jämsen E, et al. Obesity, diabetes, and preoperative hyperglycemia as predictors of periprosthetic joint infection: a single-center analysis of 7181 primary hip and knee replacements for osteoarthritis. J Bone Joint Surg Am 2012;94:e101.

  10. Kerkhoffs GM, et al. The influence of obesity on the complication rate and outcome of total knee arthroplasty: a meta-analysis and systematic literature review. J Bone Joint Surg Am 2012;94:1839–1844.

  11. Giori NJ, et al. Risk reduction compared with access to care: quantifying the trade-off of enforcing a body mass index eligibility criterion for joint replacement. J Bone Joint Surg Am 2018;100:539–545.

  12. Bliddal H, et al. Once-weekly semaglutide in persons with obesity and knee osteoarthritis. N Engl J Med 2024;391:1573–1583.

  13. Jastreboff AM, et al. Tirzepatide once weekly for the treatment of obesity. N Engl J Med 2022;387:205–216.

  14. Aronne LJ, et al. Continued treatment with tirzepatide for maintenance of weight reduction in adults with obesity: the SURMOUNT-4 randomized clinical trial. JAMA 2024;331:38–48.

  15. WHO Expert Consultation. Appropriate body-mass index for Asian populations and its implications for policy and intervention strategies. Lancet 2004;363:157–163.

  16. Wilding JPH, et al. Once-weekly semaglutide in adults with overweight or obesity. N Engl J Med 2021;384:989–1002.

  17. Look M, et al. Body composition changes during weight reduction with tirzepatide in the SURMOUNT-1 study of adults with obesity or overweight. Diabetes Obes Metab 2025;27:2720–2729.

  18. Rudran B, et al. Glucagon-like peptide-1 receptor agonists are associated with improved 90-day outcomes after total hip and knee arthroplasty: a systematic review and meta-analysis. Bone Joint J 2026;108-B:986–994.

  19. Wajda B, et al. Glucagon-like peptide-1 receptor agonists in hip and knee arthroplasty: a comprehensive systematic review and meta-analysis of perioperative and postoperative outcomes. Arthroplast Today 2026;39:102043.

  20. Leggieri F, et al. No mid-term benefits of glucagon-like peptide-1 (GLP-1) receptor agonists following total joint arthroplasty: a systematic review. J Bone Joint Surg Am 2026;108:639–648.

  21. Chan PYW, et al. Glucagon-like peptide-1 agonists: what the orthopaedic surgeon needs to know. JBJS Rev 2024;12(1).

  22. El-Boghdadly K, et al. Elective peri-operative management of adults taking glucagon-like peptide-1 receptor agonists, glucose-dependent insulinotropic peptide agonists and sodium-glucose cotransporter-2 inhibitors: a multidisciplinary consensus statement. Anaesthesia 2025;80:412–424.

ข้อมูลในบทความนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการตรวจและคำแนะนำจากแพทย์ การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

bottom of page