Reclinic
หมอคณินทร์
หน้าแรก › บทความสุขภาพ › ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 กับข้อเข่า
บทความสุขภาพ · ข้อเข่า ข้อสะโพก
ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1
กับข้อเข่าเสื่อมและการผ่าตัดข้อเทียม
น้ำหนักตัวมีผลต่อข้อเข่าเสื่อมทั้งในช่วงที่รักษาโดยไม่ผ่าตัดและเมื่อต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม การลดน้ำหนักได้ประมาณ 10% ช่วยลดปวดเข่าได้ชัดเจน [1] ส่วนผู้ที่น้ำหนักเกินมาก มีโอกาสติดเชื้อหลังผ่าตัดข้อเทียมสูงกว่า [2] ยาฉีดกลุ่ม GLP-1 เช่น เซมากลูไทด์ (semaglutide) และเทอร์เซพาไทด์ (tirzepatide) เป็นยาที่ต้องใช้ตามแพทย์สั่ง ซึ่งช่วยให้น้ำหนักลดลงได้มากในงานวิจัย [3] บทความนี้รวบรวมงานวิจัยเรื่องยากลุ่มนี้กับข้อเข่าเสื่อม ผลข้างเคียงที่ควรรู้ และการเตรียมตัวหากกำลังใช้ยาแล้ววางแผนผ่าตัด โดย รศ.นพ. คณินทร์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Reclinic หาดใหญ่

เขียนและทบทวนโดย รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ย มธนาภรณ์
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ว.35052) · ทบทวนล่าสุด พฤศจิกายน 2569 · อ่านประมาณ 9 นาที
น้ำหนักเกี่ยวกับอาการปวดเข่าอย่างไร
หลายคนรู้อยู่แล้วว่าการลดน้ำหนักช่วยข้อเข่า แต่ทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อปวดเข่าจนออกกำลังกายได้น้อย ซึ่งไม่ใช่ความผิดของใคร ทุกก้าวที่เดิน เข่ารับแรงมาก กว่าน้ำหนักตัวหลายเท่า เมื่อน้ำหนักลดลง แรงที่ลงบนเข่าก็ลดลงด้วย [6]
สิ่งที่งานวิจัยพบ
✓ แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมสากลแนะนำให้ลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน เป็นการรักษาหลักควบคู่กับการออกกำลังกาย [7]
✓ การลดน้ำหนักมากกว่าประมาณ 5% ช่วยให้ใช้งานเข่าได้ดีขึ้น [8]
✓ ยิ่งลดได้มาก อาการยิ่งดีขึ้น ผู้ที่ลดได้ 10–20% ปวดน้อยกว่าผู้ที่ลดได้น้อยกว่า 10% อย่างชัดเจน [1]
✓ การคุมอาหารร่วมกับออกกำลังกาย ลดปวดได้มากกว่าการออกกำลังกายอย่างเดียว [6]
✓ การคุมอาหารและออกกำลังกายยังเป็นพื้นฐานของทุกคน ยาเป็นตัวช่วยเสริมสำหรับบางคนเท่านั้น
น้ำหนักจึงเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การรักษาข้อเข่าเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด เช่น การบริหารกล้ามเนื้อ ยา หรือการฉีดยา ได้ผลดีขึ้น สำหรับข้อสะโพกเสื่อม น้ำหนักมีผลน้อยกว่าข้อเข่า และยังไม่มีงานวิจัยของยากลุ่มนี้ในข้อสะโพกโดยตรง
น้ำหนักมีผลต่อการผ่าตัดข้อเทียมอย่างไร
ผู้ที่น้ำหนักเกินมากยังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมได้ และส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ชัดเจน แต่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างสูงขึ้น การรู้ไว้ช่วยให้เตรียมตัวได้ดีขึ้น
การติดเชื้อหลังผ่าตัด
การศึกษาผู้ป่วยกว่า 9,000 รายพบว่าโอกาสติดเชื้อใกล้เคียงกันเมื่อดัชนีมวลกายต่ำกว่า 35 แต่สูงขึ้นประมาณ 2 เท่าที่ 35–39.9 และประมาณ 4 เท่าที่ 40 ขึ้นไป [2]
เบาหวานร่วมกับน้ำหนักเกินมาก
ผู้ที่มีทั้งสองภาวะมีโอกาสติดเชื้อสูงกว่า การคุมน้ำตาลก่อนผ่าตัดจึงส ำคัญเช่นกัน [9]
การผ่าตัดแก้ไขข้อเทียมในภายหลัง
การรวบรวมงานวิจัยในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าพบว่า ผู้ที่น้ำหนักเกินมีโอกาสต้องผ่าตัดแก้ไขสูงกว่าเล็กน้อย [10]
น้ำหนักไม่ใช่เกณฑ์เดียว
การศึกษาผู้ป่วยกว่า 27,000 รายพบว่า หากใช้ดัชนีมวลกาย 40 เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าจะไม่ผ่าตัด จะมีผู้ป่วยที่ผ่าตัดได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนถูกปฏิเสธประมาณ 14 คน ต่อภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ 1 ครั้ง [11]
รศ.นพ. คณินทร์ ไม่ได้ใช้น้ำหนักเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าผ่าตัดได้หรือไม่ แต่จะพิจารณาร่วมกับโรคประจำตัว อาการ และความพร้อมของผู้ป่วย การดูแลน้ำหนักก่อนผ่าตัดเป็นการช่วยลดความเสี่ยง ไม่ใช่เงื่อนไขที่ต้องผ่านให้ได้
ยากลุ่ม GLP-1 คืออะไร
ยาทำงานอย่างไร
ยาเลียนแบบฮอร์โมนที่ลำไส้หลั่งออกมาหลังกินอาหาร ทำให้อิ่มเร็วและอิ่มนาน กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง จึงกินน้อยลงโดยไม่หิวมาก เดิมใช้รักษาโรคเบาหวาน ต่อมาใช้ดูแลน้ำหนักในขนาดที่ต่างกัน เป็นยาฉีดใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้ง เริ่มจากขนาดต่ำแล้วค่อย ๆ เพิ่มทุกประมาณ 4 สัปดาห์
เซมากลูไทด์กับเทอร์เซพาไทด์ต่างกันอย่างไร
เ ซมากลูไทด์ออกฤทธิ์ที่ตัวรับ GLP-1 ส่วนเทอร์เซพาไทด์ออกฤทธิ์ทั้งตัวรับ GLP-1 และ GIP งานวิจัยแบบสุ่มที่เปรียบเทียบสองยาโดยตรงพบว่า ที่ 72 สัปดาห์ น้ำหนักลดลงเฉลี่ยประมาณ 20% กับเทอร์เซพาไทด์ และประมาณ 14% กับเซมากลูไทด์ [3]
ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 ยาฉีดกลุ่มนี้เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์และจ่ายโดยเภสัชกร ไม่ควรซื้อจากช่องทางออนไลน์หรือแหล่งที่ไม่ทราบที่มา เพราะอาจได้ยาปลอมหรือยาที่เก็บรักษาไม่ถูกต้อง
งานวิจัยในข้อเข่าเสื่อมพบอะไร
งานวิจัยที่สำคัญเรื่องยากลุ่มนี้กับข้อเข่าเสื่อม สรุปได้ ดังนี้
เซมากลูไทด์ในผู้ที่น้ำหนักเกินมากและข้อเข่าเสื่อม
งานวิจัยแบบสุ่ม 407 ราย ติดตาม 68 สัปดาห์ (ดัชนีมวลกายเฉลี่ยประมาณ 40) พบว่าน้ำหนักลดลงประมาณ 14% เทียบกับ 3% ในกลุ่มยาหลอก คะแนนปวดเข่าลดลงมากกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างชัดเจน และเดินหรือทำกิจวัตรได้ดีขึ้น [12]
กลุ่มยาหลอกก็ดีขึ้นเช่นกัน
ในงานวิจัยเดียวกัน ผู้ที่ได้ยาหลอกร่วมกับคำแนะนำเรื่องอาหารและการออกกำลังกายก็ปวดลดลงพอสมควร แสดงว่าการปรับพฤติกรรมเองมีประโยชน์ [12]
เทอร์เซพาไทด์
ช่วยลดน้ำหนักได้มากในงานวิจัยแบบสุ่ม [13] แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยแบบสุ่มที่ตีพิมพ์ผลเรื่องอาการข้อเข่าเสื่อมโดยตรง และมีงานวิจัยที่กำลังศึกษาว่าช่วยลดการผ่าตัด เปลี่ยนข้อเข่าได้หรือไม่
ยาไม่ได้ซ่อมกระดูกอ่อน
ผลต่ออาการปวดส่วนใหญ่มาจากน้ำหนักที่ลดลง ยังไม่มีหลักฐานว่ายาทำให้กระดูกอ่อนที่สึกไปแล้วกลับคืนมา
ผลจะอยู่เมื่อใช้ยาต่อเนื่อง
หลังหยุดเซมากลูไทด์ 1 ปี น้ำหนักกลับขึ้นประมาณ 2 ใน 3 ของที่ลดไป [4] และในงานวิจัยของเทอร์เซพาไทด์ ผู้ที่เปลี่ยนเป็นยาหลอกน้ำหนักกลับขึ้นประมาณ 14% ภายในราวหนึ่งปี ขณะที่ผู้ที่ใช้ยาต่อน้ำหนักยังลดลงต่อ [14]
งานวิจัยข้อเข่าเสื่อมทำในผู้ที่น้ำหนักเกินมาก ผลในผู้ที่น้ำหนักเกินเล็กน้อยอาจไม่เท่ากัน
ใครอาจเหมาะ ใครควรระวัง
การใช้ยากลุ่มนี้ขึ้นกับน้ำหนัก โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และความตั้งใจของผู้ป่วย แพทย์จะประเมินเป็นรายบุคคลเสมอ และใช้ร่วมกับการคุมอาหารและออกกำลังกายเสมอ
อาจเหมาะ
ผู้ที่น้ำหนักเกินชัดเจน หรือน้ำหนักเกินร่วมกับโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง หรือข้อเข่าเสื่อม ซึ่งพยายามคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วแต่น้ำหนักลดได้น้อย สำหรับคนเอเชีย ความเสี่ยงต่อสุขภาพเริ่มเพิ่มขึ้นที่ดัชนีมวลกายต่ำกว่าชาวตะวันตก [15]