Reclinic
หมอคณินทร์
หน้าแรก › บริการ › เวชศาสตร์ฟื้นฟู › ออฟฟิศซินโดรม
บทความสุขภาพ · เวชศาสตร์ฟื้นฟู
ออฟฟิศซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่
อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา
ออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) เป็นชื่อที่คนทั่วไปใช้เรียกอาการปวดตึงกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และหลังส่วนบน ที่เกิดจากการนั่งทำงานหรือใช้กล้ามเนื้อในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทางการแพทย์ส่วนใหญ่คือกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด (myofascial pain syndrome) การสำรวจในพนักงานออฟฟิศไทยพบว่าประมาณ 6 ใน 10 คนมีอาการปวดจากการทำงานในรอบ 1 ปี และคอเป็นตำแหน่งที่พบบ่อย [1] อาการส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการออกกำลังกาย การปรับท่าทางการทำงาน และการรักษาลดปวดอย่างเหมาะสม [2] ที่ Reclinic หาดใหญ่ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะตรวจหาสาเหตุของอาการก่อน แล้ววางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วยตามอาการและลักษณะงานของแต่ละคน
เรียบเรียงโดย Reclinic คลินิกกระดูกและข้อ และเวชศาสตร์ฟื้นฟู
ทบทวนโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู · ทบทวนล่าสุด ตุลาคม 2569 · อ่านประมาณ 8 นาที
ออฟฟิศซินโดรมมีอาการอย่างไร
อาการปวดคอ บ่า ไหล่ ที่เป็น ๆ หาย ๆ ทำให้หลายคนทำงานไม่สบายตัว นอนไม่สบาย และกังวลว่าจะเป็นโรคร้ายแรง ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้มาจากกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักเกินไป และดีขึ้นได้เมื่อแก้ที่สาเหตุ อาการที่พบบ่อย ได้แก่
อาการที่พบบ่อยของออฟฟิศซินโดรม
✓ ปวดตึงหรือปวดล้าที่คอ บ่า สะบัก หรือหลังส่วนบน มักเป็นมากขึ้นช่วงท้ายของวันทำงาน
✓ กดแล้วเจ็บเป็นจุด ๆ หรือคลำได้เป็นก้อนแข็งตึงในกล้ามเนื้อ
✓ ปวดร้าวขึ้นท้ายทอย ขมับ หรือปวดศีรษะ
✓ ปวดร้าวลงสะบักหรือต้นแขน โดยไม่มีอาการอ่อนแรง
✓ หันคอ เงยหน้า หรือก้มได้ไม่สุด เพราะตึงหรือปวด
✓ ปวดมากขึ้นเมื่อนั่งท่าเดิมนาน ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์นาน หรือช่วงที่เครียด
✓ อาการดีขึ้นเมื่อได้พัก เปลี่ยนท่า ยืดกล้ามเนื้อ หรือในวันหยุด
อาการชาหรืออ่อนแรงของแขนหรือมือ ไม่ใช่อาการของออฟฟิศซินโดรมโดยตรง อาจมาจากเส้นประสาทคอถูกกด หรือพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือ จึงควรได้รับการตรวจก่อนเริ่มรักษา (ดูหัวข้อตรวจวินิจฉัย)
ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร เกิดอะไรขึ้นในกล้ามเนื้อ
จุดกดเจ็บในกล้ามเนื้อ (trigger point)
เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานในท่าเดิมซ้ำ ๆ จะเกิดแถบกล้ามเนื้อที่ตึงแข็ง และมีจุดที่ไวต่อการกดเจ็บอยู่ภายใน แพทย์และนักวิจัยจากหลายประเทศเห็นตรงกันว่าการวินิจฉัยจุดกดเจ็บอาศัย 3 ลักษณะ คือ แถบกล้ามเนื้อที่ตึง จุดที่กดเจ็บ และอาการปวดร้าวไปตำแหน่งอื่น [4]
ทำไมปวดร้าวไปที่อื่น
จุดกดเจ็บสามารถส่งอาการปวด ปวดลึก ๆ ปวดตื้อ หรือรู้สึกเสียวซ่า ไปยังบริเวณที่ห่างออกไป [4] เช่น จุดกดเจ็บที่บ่าทำให้ปวดขึ้นท้า ยทอยหรือขมับ จึงมีผู้ป่วยหลายคนมาด้วยอาการปวดศีรษะ ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่กล้ามเนื้อคอและบ่า
ออฟฟิศซินโดรมไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์ แต่เป็นคำเรียกรวมของอาการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะพนักงานออฟฟิศ ผู้ที่ขับรถนาน เย็บผ้า ทำงานฝีมือ หรือใช้โทรศัพท์นาน ๆ ก็เป็นได้
ออฟฟิศซินโดรมเกิดจากอะไร ใครเสี่ยง
อาการปวดคอจากการทำงานมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน การศึกษาติดตามพนักงานออฟฟิศที่ยังไม่มีอาการพบปัจจัยที่เพิ่มโอกาสปวดคอ ดังนี้
ทำงานท่าเดิมนาน ไม่ค่อยเปลี่ยนงาน
งานที่มีลักษณะเดิมซ้ำ ๆ ทั้งวัน เพิ่มโอกาสปวดคอประมาณ 27% [5] และผู้ที่ไม่พอใจกับสภาพที่ทำงาน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แสง ก็มีโอกาสปวดคอมากขึ้น [5]
จอต่ำกว่าระดับสายตา และแป้นพิมพ์ชิดตัว
ก ารศึกษาในพนักงานออฟฟิศไทยพบว่าจอที่ไม่อยู่ระดับสายตาเพิ่มโอกาสปวดคอ [6] และการวางแป้นพิมพ์ชิดตัวเกินไป จนไม่มีที่วางแขน เพิ่มโอกาสประมาณ 46% [5]
รู้สึกกล้ามเนื้อตึงเกร็งบ่อย
เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปวดคอชัดเจน ผู้ที่รู้สึกกล้ามเนื้อตึงบ่อยมีโอกาสปวดคอเพิ่มขึ้นประมาณ 2–3 เท่า [5] และอาจเป็นสัญญาณเตือนแรก ๆ ก่อนเริ่มปวด [6]
ผู้หญิง และผู้ที่เคยปวดคอมาก่อน
เป็นปัจจัยที่พบตรงกันในหลายการศึกษาติดตามระยะยาว [7] ผู้ที่เคยปวดจึงควรดูแลต่อเนื่องแม้อาการหายแล้ว
ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป
การรวบรวมงานวิจัยกว่า 10,000 รายพบว่าผู้ที่ใช้โทรศัพท์มากเกินไปมีโอกาสปวดคอมากกว่าประมาณ 2 เท่า [8] การก้มมองจอน าน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อคอด้านหลังทำงานหนักตลอดเวลา
ผู้ที่ปวดเรื้อรังหรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น อาจมีสาเหตุร่วมที่ทำให้กล้ามเนื้อปวดไม่หาย เช่น ภาวะขาดธาตุเหล็ก ไทรอยด์ทำงานต่ำ ขาดวิตามินดี หรือกระดูกสันหลังคดและข้อต่อที่เคลื่อนไหวผิดปกติ [9] แพทย์จะประเมินและส่งตรวจเพิ่มเมื่อจำเป็น เพราะบางรายอาการดีขึ้นชัดเมื่อแก้สาเหตุร่วมเหล่านี้
ตรวจวินิจฉัยอย่างไร ปวดคอ บ่า ไหล่ แบบไหนใช่ออฟฟิศซินโดรม
การวินิจฉัยออฟฟิศซินโดรมอาศัยก ารซักประวัติการทำงานและท่าทาง ร่วมกับการตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะคลำหาแถบกล้ามเนื้อที่ตึงและจุดกดเจ็บที่ทำให้เกิดอาการปวดแบบที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ [4] พร้อมตรวจการเคลื่อนไหวของคอและไหล่ การรับความรู้สึก และกำลังกล้ามเนื้อของแขน เพื่อแยกจากโรคอื่น ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ที่ Reclinic สามารถเอกซเรย์กระดูกคอได้ในคลินิกเมื่อสงสัยโรคของกระดูกคอ ส่วนการตรวจ MRI ใช้เมื่อมีแขนหรือมืออ่อนแรง หรือสงสัยเส้นประสาทถูกกดรุนแรง โดยแพทย์จะส่งตรวจที่โรงพยาบาล
ออฟฟิศซินโดรม (กล้ามเนื้อและพังผืด)
ปวดตึงที่คอ บ่า สะบัก กดเจ็บเป็นจุด ปวดร้าวขึ้นศีรษะหรือลงสะบัก ไม่มีชาหรืออ่อนแรง [4]
กระดูกคอเสื่อม
พบมากขึ้นตามอายุ ปวดคอเรื้อรัง คอฝืดตอนเช้า หันคอได้น้อยลง อาจมีกล้ามเนื้อปวดตึงร่วมด้วย
เส้นประสาทคอถูกกด
จากหมอ นรองกระดูกคอเคลื่อนหรือกระดูกงอก ปวดร้าวลงแขนเป็นแนว มีชา หรือแขนมืออ่อนแรง
โรคของหัวไหล่
เช่น เอ็นหัวไหล่อักเสบหรือไหล่ติด ปวดเวลายกแขน และยกแขนได้ไม่สุด
ปวดจากกล้ามเนื้อ (ออฟฟิศซินโดรม)
ปวดจากเส้นประสาทคอถูกกด
ตำแหน่งที่ปวด
คอ บ่า สะบัก หลังส่วนบน อาจร้าวขึ้นศีรษะ
ปวดคอร้าวลงแขน บางรายลงถึงมือเป็นแนว
ลักษณะอาการ
ปวดตึง ปวดล้า กดแล้วเจ็บเป็นจุด
ปวดแปล๊บ แสบร้อน หรือเหมือนไฟช็อต
ชาหรืออ่อนแรง
ไม่มี
อาจชา มือหรือแขนอ่อนแรง กำของไม่แน่น
การตรวจเพิ่มเติม
ส่วนใหญ่ไม่ต้องตรวจเพิ่ม
อาจต้องตรวจ MRI ที่โรงพยาบาล
การรักษาหลัก
ปรับท่าทาง ออกกำลังกาย ฝังเข็ม คลื่นกระแทก
ยา การบริหารและกายภาพบำบัด หากอ่อนแรงอาจต้องตรวจ MRI
ปวดจากกล้ามเนื้อ (ออฟฟิศซินโดรม)
ตำแหน่งที่ปวด
คอ บ่า สะบัก หลังส่วนบน อาจร้าวขึ้นศีรษะ
ลักษณะอาการ
ปวดตึง ปวดล้า กดแล้วเจ็บเป็นจุด
ชาหรืออ่อนแรง
ไม่มี
การตรวจเพิ่มเติม
ส่วนใหญ่ไม่ต้องตรวจเพิ่ม
การรักษาหลัก
ปรับท่าทาง ออกกำลังกาย ฝังเข็ม คลื่นกระแทก
ปวดจากเส้นประสาทคอถูกกด
ตำแหน่งที่ปวด
ปวดคอร้าวลงแขน บางรายลงถึงมือเป็นแนว
ลักษณะอาการ
ปวดแปล๊บ แสบร้อน หรือเหมือนไฟช็อต
ชาหรืออ่อนแรง
อาจชา มือหรือแขนอ่อนแรง กำของไม่แน่น
การตรวจเพิ่มเติม
อาจต้องตรวจ MRI ที่โรงพยาบาล
การรักษาหลัก
ยา การบริหารและกายภาพบำบัด หากอ่อนแรงอาจต้องตรวจ MRI
ผู้ป่วยบางรายมีทั้งสองอย่างร่วมกัน เช่น เส้นประสาทถูกกดแล้วกล้ามเนื้อเกร็งตามมา แพทย์จึงต้องตรวจให้ครบก่อนเลือกวิธีรักษา อาการปวดร้าวหรือชาจากเส้นประสาทคอถูกกด แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูดูแลรักษาได้ที่คลินิก หากมีแขนหรือมืออ่อนแรง แพทย์จะแนะนำตรวจ MRI หรือแนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง
ออฟฟิศซินโดรมรักษาด้วยวิธีใดได้บ้าง งานวิจัยว่าอย่างไร
แนวทางการรักษาอาการปวดคอของสมาคมกายภาพบำบัดสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ใช้การออกกำลังกายเป็นการรักษาหลัก ร่วมกับการให้ความรู้และการรักษาอื่นตามอาการ [2] งานวิจัยของแต่ละวิธีสรุปได้ดังนี้
ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรง
การรวบรวมงานวิจัยในพนักงานออฟฟิศที่ปวดคอเรื้อรังพบว่า การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ ไหล่ และสะบัก ช่วยลดปวดและเพิ่มการใช้งานได้ [10] งานวิจัยแบบสุ่มในพนักงานออฟฟิศกว่า 400 รายพบว่า การฝึกเพียงสัปดาห์ละประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่ว่าจะแบ่งเป็นกี่ครั้ง ช่วยลดปวดคอและไหล่ได้ [11]
ยืดกล้ามเนื้อคอและบ่า
งานวิจัยแบบสุ่มในพนักงานออฟฟิศไทยที่ปวดคอเรื้อรังพบว่า การยืดกล้ามเนื้อวันละ 2 ครั้ง สัปดาห์ละ 5 วัน นาน 4 สัปดาห์ ช่วยลดปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้มากกว่าการให้คำแนะนำอย่างเดียว [12]
การรวบรวมงานวิจัยแบบสุ่มในผู้ที่ปวดคอเรื้อรังพบว่า ช่วยลดปวดได้มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ แต่การใช้งานคอไม่ได้ดีกว่ากายภาพบำบัด [13] จึงควรใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย
ฉีดยาชาที่จุดกดเจ็บ (trigger point injection)
การรวบรวมงานวิจัยแบบสุ่ม 15 การศึกษาในผู้ที่ปวดกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ คอ และไหล่ พบว่าการฉีดยาชาที่จุดกดเจ็บช่วยลดปวดได้มากกว่ายาหลอกในช่วง 2–8 สัปดาห์ [14] เหมาะกับผู้ที่ปวดมากหรือรักษาวิธีอื่นแล้วยังไม่ดีขึ้น และควรบริหารกล้ามเนื้อต่อเนื่ องหลังฉีด
การรวบรวมงานวิจัยแบบสุ่มในผู้ที่ปวดกล้ามเนื้อคอและบ่า พบว่าช่วยลดปวดและลดการกดเจ็บได้หลังจบการรักษา โดยเฉพาะคลื่นกระแทกแบบโฟกัส [15]
ปรับสภาพโต๊ะทำงาน
การทบทวนงานวิ จัยของ Cochrane พบว่า การใช้ที่วางแขนร่วมกับเมาส์ที่ออกแบบให้เหมาะกับมือ ช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดคอและไหล่ได้ ส่วนการปรับอื่น ๆ ยังให้ผลไม่สม่ำเสมอ [16] การปรับโต๊ะจึงได้ผลดีขึ้นเมื่อทำร่วมกับการออกกำลังกาย
ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ
ใช้ในช่วงสั้น ๆ เมื่อปวดมาก ตามที่แพทย์สั่ง เพื่อให้กลับมาขยับและบริหารกล้ามเนื้อได้ ไม่ใช่การรักษาหลักในระยะยาว
สิ่งที่หลักฐานยังไม่ชัด
การเพิ่มเวลาพักเบรกอย่างเดียว [17] และโต๊ะที่ปรับยืนได้ ซึ่งช่วยลดเวลานั่ง แต่ยังไม่พบว่าลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ชัดเจน [18] ทั้งสองอย่างจึงเป็นตัวช่วยเปลี่ยนท่า ไม่ใช่การรักษาหลัก
วิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละคนขึ้นกับตำแหน่งที่ปวด ระยะเวลาที่เป็น ลักษณะงาน และความสะดวกของผู้ป่วย หลายคนได้ผลดีเมื่อใช้หลายวิธีร่วมกัน
ดูแลตั วเองที่โต๊ะทำงานและที่บ้านอย่างไร
สิ่งที่ทำได้ทุกวัน
✓ ตั้งจอให้ขอบบนอยู่ประมาณระดับสายตา ไม่ต้องก้มหรือเงยมอง [6]
✓ วางแป้นพิมพ์และเมาส์ให้มีที่วางแขน ไม่ต้องยกไหล่หรือเอื้อมไปข้างหน้า [5][16]
✓ เปลี่ยนท่า ลุกยืน หรือเดินเป็นระยะ ไม่นั่งท่าเดิมต่อเนื่องหลายชั่วโมง
✓ ยืดกล้ามเนื้อคอและบ่า วันละ 2 ครั้ง [12]
✓ ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของคอ ไหล่ และสะบัก รวมประมาณสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง [11]
✓ ยกโทรศัพท์ขึ้นใกล้ระดับสายตา และพักสายตาจากจอเป็นระยะ ลดการก้มนาน ๆ [8]
✓ ประคบอุ่นเมื่อกล้ามเนื้อตึง ครั้งละ 15–20 นาที นอนหลับให้พอ และหาวิธีผ่อนคลายความเครียด เพราะความตึงเครียดทำให้กล้ามเนื้อเกร็งมากขึ้น [6]
รักษาออฟฟิศซินโดรมที่ Reclinic เป็นขั้นอย่างไร
1
ตรวจและประเมิน
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูซักประวัติการทำงาน ท่าทาง และอาการ ตรวจกล้ามเนื้อหาจุดกดเจ็บ และตรวจเส้นประสาทของแขน เพื่อแยกจากโรคอื่น
2
หาสาเหตุร่วม
เอกซเรย์กระดูกคอได้ที่คลินิกเมื่อสงสัยกระดูกคอเสื่อม และส่งตรวจเลือดที่ห้องปฏิบัติการภายนอกเมื่อจำเป็น เช่น สงสัยภาวะขาดธาตุเหล็กหรือไทรอยด์ผิดปกติ [9]
3
ปรับท่าทางและการทำงาน
แนะนำการจัดโต๊ะ เก้าอี้ จอ และการใช้โทรศัพท์ ให้เห มาะกับงานและสรีระของแต่ละคน
4
รักษาลดปวด
ฝังเข็มที่จุดกดเจ็บ ฉีดยาชาที่จุดกดเจ็บ คลื่นกระแทก (Focused Shockwave) หรือยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อช่วงสั้น ตามความเหมาะสม แพทย์จะแจ้งจำนวนครั้งและค่าใช้จ่ายโดยประมาณก่อนเริ่มรักษา
5
ออกกำลัง กายต่อเนื่องที่บ้าน
ท่ายืดและท่าเสริมความแข็งแรงที่ทำเองได้ ซึ่งช่วยลดโอกาสปวดซ้ำ [3]
6
ติดตามอาการ
นัดประเมินผลและปรับการรักษา หากมีแขนหรือมืออ่อนแรง แพทย์จะแนะนำตรวจ MRI หรือแนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง
ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นทาง LINE @khaninclinic หรือ Facebook khaninortho ได้ก่อนมา ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นกับการตรวจ การวินิจฉัย และวิธีรักษา และสอบถามอาการทาง LINE หรือ Facebook ได้ระหว่างนัด
ฝังเข็มและคลื่นกระแทกช่วยออฟฟิศซินโดรมได้อย่างไร
ฝังเข็มที่จุดกดเจ็บ (dry needling) — แพทย์ใช้เข็มขนาดเล็กปักลงที่จุดกดเจ็บในกล้ามเนื้อ ไม่มีการฉีดยา เพื่อคลายแถบกล้ามเนื้อที่ตึง การศึกษาในผู้ป่วยไทยที่ปวดกล้ามเนื้อบ่าพบว่า หลังฝังเข็ม 1 ครั้ง อาการปวดลดลงตั้งแต่วันแรก และลดลงต่อเนื่องจนถึงประมาณวันที่ 10 [19] และงานวิจัยแบบสุ่มพบว่าการคาเข็มไว้ 30 นาที กับการไม่คาเข็ม ลดปวดได้ใกล้เคียงกันที่ 2 สัปดาห์ [20] ระหว่างฝังอาจรู้สึกกล้ามเนื้อกระตุกหรือตึง และอาจระบมหรือมีรอยช้ำเล็กน้อย 1–2 วัน [21] การฝังเข็มบริเวณบ่าซึ่งอยู่ใกล้ปอดมีโอกาสเกิดปอดรั่ว (pneumothorax) ได้ แต่พบน้อยมาก [22] แพทย์จึงฝังเข็มบริเวณนี้ด้วยความระมัดระวัง
คลื่นกระแทก (Focused Shockwave) — เครื่องส่งคลื่นเสียงพลังงานสูงผ่านผิวหนังไปยังจุดที่ปวด ไม่มีแผลและไม่ต้องใช้เข็ม เหมาะกับผู้ที่กลัวเข็ม การรวบรวมงานวิจัยแบบสุ่มพบว่าช่วยลดปวดได้มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และให้ผลใกล้เคียงกับการฝังเข็มหรือการออกกำลังกาย [23] ระหว่างทำอาจรู้สึกเจ็บบริเวณที่ปวด ซึ่งแพทย์จะปรับระดับพลังงานให้เหมาะกับผู้ป่วย ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหรือตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์ก่อน
ออฟฟิศซินโดรมไม่ต้องผ่าตัด และอาการมักดีขึ้นเมื่อแก้ที่สาเหตุ แต่อาการปวดคอจากการทำงานกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย การศึกษาพบว่าผู้ทำงานที่ปวดคอประมาณ 6–8 ใน 10 รายยังมีอาการอยู่เมื่อผ่านไป 1 ปี และการออกกำลังกายสม่ำเสมอสัมพันธ์กับการหายที่ดีกว่า [24] การฝังเข็มหรือคลื่นกระแทกจึงเป็นตัวช่วยลดปวด เพื่อให้กลับมาออกกำลังกายและปรับท่าทางได้
อาการแบบไหนควรรีบมาพบแพทย์
อาการปวดคอ บ่า ไหล่ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่หากมีอาการต่อไปนี้ อาจไม่ใช่ออฟฟิศซินโดรม ควรมาตรวจโดยเร็ว
แขนหรือมือชา อ่อนแรง
กำของไม่แน่น หยิบของหล่น หรือปวดร้าวลงแขนเป็นแนว อาจเป็นเส้นประสาทคอถูกกด
มือไม่คล่อง เดินเซ ทรงตัวไม่ดี
เช่น ติดกระดุมลำบาก เขียนหนังสือแย่ลง อาจเป็นไขสันหลังส่วนคอถูกกด ซึ่งควรรักษาโดยเร็ว
ปวดคอหลังอุบัติเหตุ
เช่น รถชน หกล้ม หรือศีรษะกระแทก ควรตรวจกระดูกคอก่อนเริ่มรักษาด้วยวิธีอื่น
ปวดตลอดเวลาแม้ขณะพักหรือกลางคืน
ร่วมกับไข้ น้ำหนักลด หรือเคยเป็นโรคมะเร็ง ควรตรวจหาสาเหตุอื่น
ปวดศีรษะรูปแบบใหม่ที่รุนแรง
หรือปวดศีรษะร่วมกับไข้ คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน ไม่ใช่อาการของกล้ามเนื้อตึงทั่วไป
⚠ ไปห้องฉุกเฉินทันที หาก
เจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปแขน คอ หรือกราม เหงื่อแตก ปวดศีรษะรุนแรงทันที หรือแขนขาอ่อนแรงทันที ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด
อ่านต่อ
คำถามที่พบบ่อย
เอกสารอ้างอิง
Janwantanakul P, et al. Prevalence of self-reported musculoskeletal symptoms among office workers. Occup Med (Lond) 2008;58:436–438.
Blanpied PR, et al. Neck pain: revision 2017. J Orthop Sports Phys Ther 2017;47:A1–A83.
Teichert F, et al. Effectiveness of exercise interventions for preventing neck pain: a systematic review with meta-analysis of randomized controlled trials. J Orthop Sports Phys Ther 2023;53:594–609.
Fernández-de-Las-Peñas C, Dommerholt J. International consensus on diagnostic criteria and clinical considerations of myofascial trigger points: a Delphi study. Pain Med 2018;19:142–150.
Jun D, et al. Physical risk factors for developing non-specific neck pain in office workers: a systematic review and meta-analysis. Int Arch Occup Environ Health 2017;90:373–410.
Paksaichol A, et al. Contribution of biopsychosocial risk factors to nonspecific neck pain in office workers: a path analysis model. J Occup Health 2015;57:100–109.
Paksaichol A, et al. Office workers' risk factors for the development of non-specific neck pain: a systematic review of prospective cohort studies. Occup Environ Med 2012;69:610–618.
Chen YJ, et al. Association of smartphone overuse and neck pain: a systematic review and meta-analysis. Postgrad Med J 2025;101:620–626.
Gerwin RD. A review of myofascial pain and fibromyalgia — factors that promote their persistence. Acupunct Med 2005;23:121–134.
Jones LB, et al. The influence of exercise on pain, disability and quality of life in office workers with chronic neck pain: a systematic review and meta-analysis. Appl Ergon 2024;117:104216.
Andersen CH, et al. Influence of frequency and duration of strength training for effective management of neck and shoulder pain: a randomised controlled trial. Br J Sports Med 2012;46:1004–1010.
Tunwattanapong P, et al. The effectiveness of a neck and shoulder stretching exercise program among office workers with neck pain: a randomized controlled trial. Clin Rehabil 2016;30:64–72.
de Sire A, et al. Effects of dry needling on functioning and pain relief in patients with chronic nonspecific neck pain: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Disabil Rehabil 2026;48:51–64.
Nouged E, et al. Local anesthetic injections for the short-term treatment of head and neck myofascial pain syndrome: a systematic review with meta-analysis. J Oral Facial Pain Headache 2019;33:183–198.
Jun JH, et al. The effect of extracorporeal shock wave therapy on pain intensity and neck disability for patients with myofascial pain syndrome in the neck and shoulder: a meta-analysis of randomized controlled trials. Am J Phys Med Rehabil 2021;100:120–129.
Hoe VC, et al. Ergonomic interventions for preventing work-related musculoskeletal disorders of the upper limb and neck among office workers. Cochrane Database Syst Rev 2018;10:CD008570.
Luger T, et al. Work-break schedules for preventing musculoskeletal symptoms and disorders in healthy workers. Cochrane Database Syst Rev 2019;7:CD012886.
Shrestha N, et al. Workplace interventions for reducing sitting at work. Cochrane Database Syst Rev 2016;3:CD010912.
Khanittanuphong P, Upho P. Day of peak pain reduction by a single session of dry needling in the upper trapezius myofascial trigger points: a 14 daily follow-up study. J Bodyw Mov Ther 2020;24(4):7–12.
Khanittanuphong P, et al. Comparison of the effectiveness between dry needling with and without needle retention in myofascial trigger points in upper trapezius muscle: a randomized comparative trial. J Back Musculoskelet Rehabil 2022;35:1247–1255.
Brady S, et al. Adverse events following trigger point dry needling: a prospective survey of chartered physiotherapists. J Man Manip Ther 2014;22:134–140.
Witt CM, et al. Safety of acupuncture: results of a prospective observational study with 229,230 patients and introduction of a medical information and consent form. Forsch Komplementmed 2009;16:91–97.
Avendaño-López C, et al. Efficacy of extracorporeal shockwave therapy on pain and function in myofascial pain syndrome: a systematic review and meta-analysis of randomized clinical trials. Am J Phys Med Rehabil 2024;103:89–98.
Carroll LJ, et al. Course and prognostic factors for neck pain in workers: results of the Bone and Joint Decade 2000–2010 Task Force on Neck Pain and Its Associated Disorders. Spine 2008;33(4 Suppl):S93–S100.
Andersen CH, et al. Effect of resistance training on headache symptoms in adults: secondary analysis of a RCT. Musculoskelet Sci Pract 2017;32:38–43.
ข้อมูลในบทความนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการตรวจและคำแนะนำจากแพทย์