Reclinic
หมอคณินทร์
บทความสุขภาพ · ข้อสะโพก
ข้อสะโพกเสื่อม อาการ สาเหตุ
และวิธีรักษา
ข้อสะโพกเสื่อม (hip osteoarthritis) คือโรคที่กระดูกอ่อนผิวข้อสะโพกค่อย ๆ สึกบางลง ทำให้ปวดขาหนีบหรือสะโพกเวลาเดิน ลุกยืน หรือใส่ถุงเท้า โรคนี้พบน้อยกว่าข้อเข่าเสื่อมหลายเท่า โดยเฉพาะในคนเอเชีย [1][2] และบางรายเกิดตามหลังโรคอื่นของข้อสะโพก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ควบคุมอาการได้ด้วยการออกกำลังกาย การดูแลน้ำหนัก และการใช้ยาอย่างเหมาะสม [3][4] หากรักษาหลายวิธีแล้วยังปวดมาก การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมช่วยลดปวดได้ชัดเจน [5] ที่ Reclinic หาดใหญ่ รศ.นพ. คณินทร์ จะตรวจสะโพกและเอกซเรย์เมื่อจำเป็น เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดและประเมินความรุนแรง แล้ววางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วยตามอาการและความต้องการของแต่ละคน

เขียนและทบทวนโดย รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ย มธนาภรณ์
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ว.35052) · ทบทวนล่าสุด ตุลาคม 2569 · อ่านประมาณ 9 นาที
ข้อสะโพกเสื่อมมีอาการอย่างไร
อาการปวดสะโพกทำให้หลายคนกังวลว่าจะเดินไม่ได้หรือต้องผ่าตัด ข้อสะโพกเสื่อมส่วนใหญ่ค่อย ๆ เป็นทีละน้อย อาการขึ้นลงเป็นช่วง ๆ และมีวิธีดูแลให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ อ าการที่พบบ่อย ได้แก่ [8]
อาการที่พบบ่อยของข้อสะโพกเสื่อม
✓ ปวดขาหนีบ ปวดก้น หรือปวดต้นขาด้านหน้า เวลาเดิน ลุกยืน หรือขึ้นลงบันได และดีขึ้นเมื่อพัก
✓ สะโพกฝืดตึงตอนเช้าหรือหลังนั่งนาน ไม่เกินประมาณ 1 ชั่วโมง
✓ ใส่ถุงเท้า ตัดเล็บเท้า หรือผูกเชือกรองเท้าลำบาก
✓ ขึ้นลงรถ นั่งยอง หรือนั่งขัดสมาธิลำบากกว่าเดิม
✓ หมุนหรือกางสะโพกได้น้อยลง และหมุนแล้วปวด
✓ เดินกะเผลก หรือเดินได้ระยะสั้นลง
✓ ปวดตอนกลางคืนหรือขณะพัก เมื่อโรคเป็นมากขึ้น
อาการปวดจากข้อสะโพกอาจร้าวไปที่ก้น ต้นขา และบางรายร้าวลงไปถึงใต้เข่า [6] จึงอาจเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาของหลังหรือเข่า ในทางกลับกัน อาการปวดด้านข้างสะโพกหรือปวดก้นร้าวลงขามักมาจากสาเหตุอื่น จึงควรได้รับการตรวจก่อนเริ่มรักษา
ข้อสะโพกเสื่อมคืออะไร เกิดอะไรขึ้นในข้อสะโพก
เกิดอะไรขึ้นในข้อสะโพก
ข้อสะโพกเป็นข้อแบบลูกกลมกับเบ้า ระหว่างหัวกระดูกต้นขากับเบ้าสะโพกมีกระดูกอ่อนเคลือบผิวข้อ เมื่อข้อเสื่อม กระดูกอ่อนจะบางลง กระดูกใต้ผิวข้อแข็งขึ้น มีกระดูกงอกที่ขอบข้อ และเยื่อบุข้ออาจอักเสบ [9] ข้อจึงขยับได้น้อยลงและปวดเวลาลงน้ำหนัก
บางรายเกิดตามหลังโรคอื่น
นอกจากความเสื่อมตามอายุ ข้อสะโพกเสื่อมอาจเกิดตามหลังเบ้าสะโพกตื้นตั้งแต่กำเนิด หัวกระดูกสะโพกขาดเลือด การบาดเจ็บหรือกระดูกหักบริเวณสะโพก หรือโรคข้ออักเสบ [9] การรู้สาเหตุช่วยให้วางแผนการรักษาได้เหมาะกับแต่ละคน
ข้อสะโพกเสื่อมกับข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคเดียวกันที่เกิดคนละข้อ หลักการรักษาคล้ายกัน แต่ข้อสะโพกอยู่ลึกกว่า ยาทาและการฉีดยาจึงใช้ได้ต่างกัน อ่านเรื่องข้อเข่าเสื่อมได้ในอีกบทความ
ข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากอะไร ใครเสี่ยง
ข้อสะโพกเสื่อมมั กเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน บางปัจจัยเปลี่ยนไม่ได้ แต่การรู้ไว้ช่วยให้มาตรวจได้เร็วขึ้น
อายุที่มากขึ้น
พบมากขึ้นตามอายุ การสำรวจในเดนมาร์กพบข้อสะโพกเสื่อมจากภาพเอกซเรย์ประมาณ 1–3% ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี และประมาณ 4–5% ในผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป [10]
เบ้าสะโพกตื้น (hip dysplasia)
เบ้าสะโพกคลุมหัวกระดูกต้นขาได้ไม่เต็ม แรงจึงลงที่ผิวข้อส่วนเล็ก ๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของข้อสะโพกเสื่อมทั้งในผู้ชายและผู้หญิง [10] และทำให้ข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุยังไม่มาก
หัวกระดูกต้นขารูปร่างไม่กลม (FAI แบบ cam)
ขอบหัวกระดูกที่นูนเกินไปกระแทกกับขอบเบ้าเวลางอและหมุนสะโพก การศึกษาติดตาม 5 ปีพบว่าผู้ที่มีลักษณะนี้รุนแรงมีโอกาสเป็นข้อสะโพกเสื่อมระยะรุนแรงมากกว่าผู้ที่ไม่มีหลายเท่า [11]
หัวกระดูกสะโพกขาดเลือด (AVN)
พบมากขึ้นในผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ หรือดื่มสุราเป็นประจำ [12] เมื่อหัวกระดูกยุบจะทำให้ข้อสะโพกเสื่อมตามมา
น้ำหนักตัวและการบาดเจ็บ
น้ำหนักเกินเพิ่มโอกาสข้อสะโพกเสื่อม แต่ผลน้อยกว่าข้อเข่า ดัชนีมวลกายที่เพิ่มขึ้นทุก 5 หน่วยเพิ่มโอกาสประมาณ 11% [13] ส่วนการบาดเจ็บหรือกระดูกหักบริเวณข้อสะโพกทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น [9]
ผู้ที่ปวดขาหนีบตั้งแต่อายุยังไม่มาก หรือเคยใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาชุดเป็นเวลานาน ควรมาตรวจหาสาเหตุ เพราะการพบโรคตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น
ตรวจวินิจฉัยอย่างไร ปวดสะโพกแบบไหนใช่ข้อสะโพกเสื่อม
การวินิจฉัยข้อสะโพกเสื่อมอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยเฉพาะการหมุนสะโพกเข้าด้านในแล้วปวดหรือหมุนได้น้อยลง [8] ที่ Reclinic สามารถเอกซเรย์สะโพกได้ในคลินิกเมื่อจำเป็น เพื่อดูช่องข้อ กระดูกงอก รูปร่างของเบ้าสะโพกและหัวกระดูก และแบ่งระยะของโรค [14] ส่วนการตรวจ MRI ใช้เมื่อสงสัยหัวกระดูกสะโพกขาดเลือดระยะแรกหรือโรคอื่น โดยแพทย์จะส่งตรวจที่โรงพยาบาล
ข้อสะโพกเสื่อม
ปวดขาหนีบ ก้น หรือต้นขาด้านหน้า หมุนสะโพกแล้วปวด ขยับได้น้อยลง เอกซเรย์พบช่องข้อแคบและกระดูกงอก [8]
หัวกระดูกสะโพกขาดเลือด (AVN)
อาการคล้ายข้อเสื่อม แต่มักพบในคนอายุน้อยกว่า ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์หรือดื่มสุรา ระยะแรกเอกซเรย์อาจยังดูปกติ [12]
ปวดด้านข้างสะโพก
กดเจ็บที่ปุ่มกระดูกด้านข้างสะโพก นอนตะแคงทับแล้วปวด มักมาจากเส้นเอ็นหรือถุงน้ำรอบสะโพก ไม่ใช่ตัวข้อ
ปวดหลังร้าวลงสะโพก
ปวดก้นร้าวลงขา อาจมีชาหรือขาอ่อนแรง มักมาจากกระดูกสันหลังหรือเส้นประสาท
ระยะแรก
ระยะปานกลางถึงรุนแรง
ภาพเอกซเรย์
ช่องข้อยังกว้างพอ มีกระดูกงอกเล็กน้อย
ช่องข้อแคบชัดเจน กระดูกงอกมาก หัวกระดูกอาจผิดรูป
อาการที่พบบ่อย
ปวดเวลาเดินไกลหรือใช้งานหนัก พักแล้วดีขึ้น
ปวดบ่อยขึ้น เดินกะเผลก อาจปวดขณะพักหรือกลางคืน
การใช้ชีวิตประจำวัน
ทำกิจวัตรได้เกือบปกติ
ใส่ถุงเท้า ขึ้นลงรถ หรือเดินไกลลำบาก
การรักษาหลัก
บริหารกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย คุมน้ำหนัก ยาช่วงสั้น
การรักษาหลักเหมือนกัน ร่วมกับยา ไม้เท้า และปรับกิจวัตร
เมื่อรักษาหลายวิธีแล้วไม่ดีขึ้น
ปรับการรักษาและติดตามอาการ
อาจพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ระยะแรก
ภาพเอกซเรย์
ช่องข้อยังกว้างพอ มีกระดูกงอกเล็กน้อย
อาการที่พบบ่อย
ปวดเวลาเดินไกลหรือใช้งานหนัก พักแล้วดีขึ้น
การใช้ชีวิตประจำวัน
ทำกิจวัตรได้เกือบปกติ
การรักษาหลัก
บริหารกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย คุมน้ำหนัก ยาช่วงสั้น
เมื่อรักษาหลายวิธีแล้วไม่ดีขึ้น
ปรับการรักษาและติดตามอาการ
ระยะปานกลางถึงรุนแรง
ภาพเอกซเรย์
ช่องข้อแคบชัดเจน กระดูกงอกมาก หัวกระดูกอาจผิดรูป
อาการที่พบบ่อย
ปวดบ่อยขึ้น เดินกะเผลก อาจปวดขณะพักหรือกลางคืน
การใช้ชีวิตประจำวัน
ใส่ถุงเท้า ขึ้นลงรถ หรือเดินไกลลำบาก
การรักษาหลัก
การรักษาหลักเหมือนกัน ร่วมกับยา ไม้เท้า และปรับกิจวัตร
เมื่อรักษาหลายวิธีแล้วไม่ดีขึ้น
อาจพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ภาพเอกซเรย์กับอาการปวดไม่ได้ตรงกันเสมอ การศึกษาขนาดใหญ่พบว่าผู้ที่ปวดสะโพกบ่อยจำนวนมากยังไม่พบข้อเสื่อมในภาพเอกซเรย์ และผู้ที่เอกซเรย์พบข้อเสื่อมประมาณ 4 ใน 5 ไม่ได้ปวดบ่อย [15] แพทย์จึงพิจารณาการรักษาจากอาการและการตรวจร่างกายร่วมกับภาพเอกซเรย์เสมอ
แนวทางการรักษาสากลแนะนำอะไรบ้าง
แนวทางการรักษาข้อสะโพกเสื่อมของสมาคมวิชาชีพระดับสากล เช่น OARSI และ ACR เห็นตรงกันว่าควรเริ่มจากการรักษาที่ผู้ป่วยทำได้เอง แล้วจึงเพิ่มยาหรือการรักษาอื่นตามอาการ [3][4]
การรักษาหลักสำหรับทุกคน
ความเข้าใจเรื่องโรคและการออกกำลังกาย [3][4] การรวบรวมงานวิจัยแบบสุ่ม 10 การศึกษาพบว่า การออกกำลังกายช่วยลดปวดและเพิ่มการใช้งานสะโพกได้ประมาณ 1 ใน 6 ของผู้ที่ทำ และผลยังอยู่ต่อเนื่อง 3–6 เดือนหลังจบโปรแกรม [7]
การดูแลน้ำหนัก
แนวทาง ACR แนะนำให้ลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน ทั้งข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม [4] แม้หลักฐานในข้อสะโพกจะน้อยกว่าข้อเข่า [13]
ยากินต้านการอักเสบ
ลดปวดได้ แต่ไม่เหมาะกับการกินต่อเนื่องนาน หรือผู้ที่มีโรคกระเพาะ โรคไต หรือโรคหัวใจ ควรใช้ขนาดต่ำในช่วงสั้นตามแพทย์สั่ง ส่วนยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ไม่แนะนำ เพราะ ผลข้างเคียงมากกว่าประโยชน์ [16]
ยาทาต้านการอักเสบ
แนวทาง ACR แนะนำยาทาสำหรับข้อเข่าและข้อมือ แต่ไม่ได้แนะนำสำหรับข้อสะโพก เพราะข้อสะโพกอยู่ลึกใต้กล้ามเนื้อหนา [4]
ไม้เท้า
แนะนำในผู้ที่ปวดจนเดินลำบาก ช่วยลดแร งที่ลงบนข้อสะโพกและทำให้เดินได้มั่นคงขึ้น [4]
การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อสะโพก
ลดปวดได้ชัดในช่วงประมาณ 3 เดือนแรก แต่ผลไม่อยู่นานกว่านั้น [17] ข้อสะโพกอยู่ลึกจึงควรฉีดโดยใช้ภาพอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์นำทาง [4][18] และควรใช้เป็นการรักษาเสริมเป็นครั้งคราว เพราะบางรายข้อเสื่อมเร็วขึ้นหลังฉีด [17]
สิ่งที่แนวทางไม่แนะนำ
การฉีดน้ำเลี้ยงข้อ (กรดไฮยาลูโรนิก) เข้าข้อสะโพก [19] และการผ่าตัดส่องกล้องในผู้ที่ข้อสะโพกเสื่อมแล้ว [19][20]
คำแนะนำเหล่านี้เป็นภาพรวม การรักษาจริงขึ้นกับความรุนแรงของโรค สาเหตุของข้อเสื่อม โรคประจำตัว และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน
ดูแลข้อสะโพกเสื่อมด้วยตัวเองที่บ้านอย่างไร
สิ่งที่ทำได้ทุกวัน
✓ บริหารกล้ามเนื้อรอบสะโพกและต้นขาสม่ำเสมอ เช่น นอนตะแคงยกขาขึ้นด้านข้าง หรือนอนหงายชันเข่าแล้วยกสะโพก ทำต่อเนื่องจนเป็นกิจวัตร [7]
✓ ออกกำลังกายที่ไม่กระแทกข้อ เช่น เดินบนพื้นเรียบ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำ [21] หรือไทเก๊ก [4]
✓ ค่อย ๆ ลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกิน [4]
✓ ใช้ไม้เท้าถือมือข้างตรงข้ามกับสะโพกที่ปวด เมื่อเดินไกลหรือช่วงที่ปวดมาก [4]
✓ ลดท่าที่ทำให้ปวดมาก เช่น นั่งยอง นั่งพื้นต่ำ หรือนั่งไขว่ห้างนาน ๆ ใช้เก้าอี้ที่สูงพอ โถส้วมแบบนั่ง และอุปกรณ์ช่วยใส่ถุงเท้าหรือรองเท้า
✓ ประคบอุ่นเมื่อสะโพกฝืดตึง ครั้งละ 15–20 นาที
✓ ใช้ยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ และหลีกเลี่ยงยาชุดหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบส่วนประกอบ เพราะการตรวจในประเทศไทยเคยพบสเตียรอยด์ผสม [22] ซึ่งการใช้สเตียรอยด์นานเป็นปัจจัยเสี่ยงของหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด [12]
รักษาข้อสะโพกเสื่อมเป็นขั้นอย่างไร
1
ตรวจและประเมิน
ซักประวัติ ตรวจสะโพก และเอกซเรย์ที่คลินิกเมื่อจำเป็น เพื่อยืนยันว่าอาการปวดมาจากข้อสะโพก ประเมินระยะของโรค และหาสาเหตุที่ทำให้ข้อเสื่อม
2
การรักษาหลักทุกคน
บริหารกล้ามเนื้อรอบสะโพก ออกกำลังกายที่ไม่กระแทกข้อ และดูแลน้ำหนัก ซึ่งควรทำต่อเนื่องไม่ว่าจะใช้การรักษาอื่นร่วมด้วยหรือไม่ [3] ผู้ที่ต้องการโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะตัว ปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่คลินิกได้
3
4
ปรับกิจวัตรและอุปกรณ์
ปรับความสูงเก้าอี้ โถส้วม เตียง และวิธีขึ้นลงรถ เพื่อล ดแรงที่ลงบนสะโพกในชีวิตประจำวัน
5
ติดตามและประเมินซ้ำ
นัดติดตามอาการ ระยะทางที่เดินได้ และภาพเอกซเรย์เป็นระยะ เพื่อปรับการรักษาให้เหมาะกับอาการในแต่ละช่วง
6
ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
เมื่อรักษาหลายวิธีแล้ วยังปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจเสนอการผ่าตัด [5] อ่านเพิ่มที่หน้าผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม →
นัดติดตามอาการตามที่แพทย์แนะนำ และสอบถามอาการทาง LINE @khaninclinic หรือ Facebook khaninortho ได้ระหว่างนัด
เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด และส่องกล้องข้อสะโพกช่วยไหม
การรักษาขึ้นกับความรุนแรงของโรคและความต้องการของผู้ป่วย ผู้ที่ยังไม่เคยรักษาจะเริ่มจากวิธีที่ไม่ผ่าตัดก่อน หากรักษาหลายวิธีแล้วยังปวดมาก ปวดตอนกลางคืน เดินได้ระยะสั้นลงเรื่อย ๆ หรือใส่ถุงเท้าและขึ้นลงรถลำบากจนรบกวนชีวิตประจำวัน แพทย์อาจเสนอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เพื่อไม่ต้องเริ่มการรักษาใหม่ซ้ำ ๆ งานวิจัยแบบสุ่มในผู้ที่ข้อสะโพกเสื่อมรุนแรงพบว่า ที่ 6 เดือน การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกช่วยลดปวดและเพิ่มการใช้งานได้มากกว่าการฝึกกล้ามเนื้ออย่างเดียวอย่างชัดเจน [5] และข้อมูลผู้ป่วยกว่า 63,000 รายพบว่า เมื่อครบ 20 ปี ประมาณ 85% ของข้อสะโพกเทียมยังใช้งานได้ [23] การตัดสินใจผ่าตัดเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์เสมอ
รศ.นพ. คณินทร์ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกผ่านแผลด้านหน้า (Direct Anterior Approach, DAA) เป็นหลัก ซึ่งเข้าถึงข้อผ่านช่องระหว่างกล้ามเนื้อ และหลังผ่าตัดไม่ต้องจำกัดท่าทาง ผ่าตัดที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์หรือโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ส่วนผู้ที่ข้อสะโพกเสื่อมจากหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด หากพบตั้งแต่ระยะที่หัวกระดูกยังไม่ยุบ อาจรักษาด้วยการผ่าตัดลดแรงดันในหัวกระดูก (core decompression) เพื่อเก็บข้อเดิมไว้ [12] อ่านรายละเอียดการผ่าตัดและการพักฟื้นได้ที่หน้าผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม →
ดูคลิปผู้ป่วยเล่าความรู้สึกในวันแรก ๆ หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เรื่องเล่าจากผู้ป่วย →
การผ่าตัดส่องกล้องข้อสะโพกในผู้ที่ข้อเสื่อมแล้ว ให้ผลไม่แน่นอน ยิ่งข้อเสื่อมมากผลยิ่งไม่ดี และการรวบรวมงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 10 ถึง 1 ใน 2 ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกตามมา [20] แนวทางการรักษาจึงไม่แนะนำ [19]
อาการแบบไหนควรรีบมาพบแพทย์
อาการปวดจากข้อสะโพกเสื่อมมักค่อย ๆ เป็น หากมีอาการต่อไปนี้ อาจไม่ใช่ข้อสะโพกเสื่อมธรรมดา ควรมาตรวจโดยเร็ว
ล้มแล้วปวดสะโพก ลงน้ำหนักไม่ได้
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจเป็นกระดูกสะโพกหัก ซึ่งต้องรักษาเร่งด่วน
ปวดสะโพกร่วมกับมีไข้
ขยับสะโพกแล้วปวดมาก อาจเป็นการติดเชื้อในข้อ
ปวดขาหนีบในคนอายุน้อย
โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาชุด หรือดื่มสุราเป็นประจำ ควรตรวจหาหัวกระดูกสะโพกขาดเลือดตั้งแต่ระยะแรก [12]
ปวดตลอดเวลาแม้ขณะพักหรือกลางคืน
ร่วมกับน้ำหนักลดหรืออ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรตรวจหาโรคอื่น
ปวดหลังร้าวลงขา ชา หรือขาอ่อนแรง
อาจมา จากกระดูกสันหลังหรือเส้นประสาท ไม่ใช่ข้อสะโพก
⚠ ไปห้องฉุกเฉินทันที หาก
ล้มแล้วลุกเดินไม่ได้ ขาสั้นลงหรือบิดผิดรูป หรือมีไข้สูงร่วมกับปวดสะโพกมากจนขยับไม่ได้
อ่านต่อ
ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ผ่าตัดแผลด้านหน้า (DAA) เตรียมตัว พักฟื้น และความเสี่ยง
ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม: ภาพรวม
ข้อเข่าเทียมกับข้อสะโพกเทียมต่างกันอย่างไร เมื่อไหร่จึงควรพิจารณา
คำถามที่พบบ่อย
เอกสารอ้างอิง
Li XX, et al. Global burden of osteoarthritis: prevalence and temporal trends from 1990 to 2019. Int J Rheum Dis 2024;27:e15285.
Nevitt MC, et al. Very low prevalence of hip osteoarthritis among Chinese elderly in Beijing, China, compared with whites in the United States: the Beijing osteoarthritis study. Arthritis Rheum 2002;46:1773–1779.
Bannuru RR, et al. OARSI guidelines for the non-surgical management of knee, hip, and polyarticular osteoarthritis. Osteoarthritis Cartilage 2019;27:1578–1589.
Kolasinski SL, et al. 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Rheumatol 2020;72:220–233.
Frydendal T, et al. Total hip replacement or resistance training for severe hip osteoarthritis. N Engl J Med 2024;391:1610–1620.
Lesher JM, et al. Hip joint pain referral patterns: a descriptive study. Pain Med 2008;9:22–25.
Fransen M, et al. Exercise for osteoarthritis of the hip. Cochrane Database Syst Rev 2014;(4):CD007912.
Altman R, et al. The American College of Rheumatology criteria for the classification and reporting of osteoarthritis of the hip. Arthritis Rheum 1991;34:505–514.
Hunter DJ, Bierma-Zeinstra S. Osteoarthritis. Lancet 2019;393:1745–1759.
Jacobsen S, Sonne-Holm S. Hip dysplasia: a significant risk factor for the development of hip osteoarthritis. A cross-sectional survey. Rheumatology (Oxford) 2005;44:211–218.
Agricola R, et al. Cam impingement causes osteoarthritis of the hip: a nationwide prospective cohort study (CHECK). Ann Rheum Dis 2013;72:918–923.
Mont MA, et al. Nontraumatic osteonecrosis of the femoral head: where do we stand today? A 5-year update. J Bone Joint Surg Am 2020;102:1084–1099.
Jiang L, et al. The relationship between body mass index and hip osteoarthritis: a systematic review and meta-analysis. Joint Bone Spine 2011;78:150–155.
Kellgren JH, Lawrence JS. Radiological assessment of osteo-arthrosis. Ann Rheum Dis 1957;16:494–502.
Kim C, et al. Association of hip pain with radiographic evidence of hip osteoarthritis: diagnostic test study. BMJ 2015;351:h5983.
da Costa BR, et al. Effectiveness and safety of non-steroidal anti-inflammatory drugs and opioid treatment for knee and hip osteoarthritis: network meta-analysis. BMJ 2021;375:n2321.
Kelliher A, et al. Efficacy of intra-articular corticosteroid injection for hip osteoarthritis: a systematic review with meta-analysis. J Arthroplasty 2026.
Brookes PA, Stynes S. In patients with painful hip osteoarthritis, is it more beneficial to offer them an ultrasound-guided or a fluoroscopic-guided intra-articular corticosteroid injection to relieve their symptoms? A systematic review and network meta-analysis. Musculoskeletal Care 2024;22:e70005.
Gibbs AJ, et al. Recommendations for the management of hip and knee osteoarthritis: a systematic review of clinical practice guidelines. Osteoarthritis Cartilage 2023;31:1280–1292.
Piuzzi NS, et al. Hip arthroscopy in osteoarthritis: a systematic review of the literature. Hip Int 2016;26:8–14.
Bartels EM, et al. Aquatic exercise for the treatment of knee and hip osteoarthritis. Cochrane Database Syst Rev 2016;(3):CD005523.
Klinsunthorn N, et al. Determination of steroids adulterated in liquid herbal medicines using QuEChERS sample preparation and high-performance liquid chromatography. J Pharm Biomed Anal 2011;55:1175–1178.
Bayliss LE, et al. The effect of patient age at intervention on risk of implant revision after total replacement of the hip or knee: a population-based cohort study. Lancet 2017;389:1424–1430.
ข้อมูลในบทความนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการตรวจและคำแนะนำจากแพทย์