Reclinic
หมอคณินทร์
บทความสุขภาพ · โรคข้อ
โรคเกาต์
อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา
โรคเกาต์ (gout) คือข้ออักเสบที่เกิดจากผลึกกรดยูริกสะสมในข้อ ทำให้ข้อปวด บวม แดง ร้อนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มักเริ่มที่โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า [1] แม้อาการจะทุเลาลงเองได้ภายในไม่กี่วัน แต่เกาต์เป็นโรคเรื้อรัง หากไม่ได้ลดกรดยูริก มักกลับมากำเริบบ่อยขึ้นและอาจทำให้ข้อเสียหายในระยะยาว [1][2] เกาต์เป็นโรคข้อที่ควบคุมได้ดีด้วยยาและการปรับพฤติกรรม [2] ที่ Reclinic หาดใหญ่ รศ.นพ. คณินทร์ ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคเกาต์ ทั้งช่วงข้ออักเสบกำเริบและการควบคุมกรดยูริกระยะยาว

เขียนและทบทวนโดย รศ.นพ. คณินทร์ เอี่ ยมธนาภรณ์
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ว.35052) · ทบทวนล่าสุด พฤศจิกายน 2569 · อ่านประมาณ 9 นาที
โรคเกาต์มีอาการอย่างไร
หลายคนตกใจเมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วพบว่าข้อปวดบวมจนแตะผ้าห่มก็เจ็บ ความกังวลนี้เข้าใจได้ อาการของเกาต์มีลักษณะที่ช่วยให้แพทย์แยกจากโรคข้ออื่นได้ ดังนี้
อาการที่พบบ่อยของโรคเกาต์
✓ ข้อปวด บวม แดง ร้อน ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มักเริ่มตอนกลางคืนหรือเช้ามืด
✓ ปวดมากขึ้นเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงประมาณ 1 วัน
✓ มักเป็นทีละข้อ ที่พบบ่อยคือโคนนิ้วหัวแม่เท้า หลังเท้า ข้อเท้า และข้อเข่า [1]
✓ แตะหรือโดนผ้าห่มแล้วเจ็บ เดินลงน้ำหนักลำบาก
✓ อาการทุเลาลงเองได้ภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ แม้ไม่ได้รักษา [1]
✓ ช่วงที่หายปวด ข้อกลับมาเป็นปกติ แต่มักกำเริบซ้ำอีก
✓ ผู้ที่เป็นมานาน อาจมีก้อนใต้ผิวหนัง (ก้อนโทฟัส) ที่นิ้ว ข้อศอก หรือใบหู
ผู้ที่ปวดบวมแดงที่ข้อเป็นครั้งแรก ควรมาตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัย เพราะข้ออักเสบติดเชื้อและโรคข้ออื่นอาจมีอาการคล้ายกัน [1]
โรคเกาต์คืออะไร
กรดยูริกตกผลึกในข้อ
กรดยูริกเป็นของเสียที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเป็นส่วนใหญ่ ได้จากอาหารเพียงส่วนหนึ่ง และขับออกทางไตเป็นหลัก เมื่อกรดยูร ิกในเลือดสูงอยู่นาน จะตกผลึกเป็นเข็มเล็ก ๆ สะสมในข้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ เมื่อร่างกายต่อต้านผลึกเหล่านี้ จึงเกิดข้ออักเสบขึ้นทันที [1]
โรคเรื้อรังที่มีช่วงกำเริบ
ระหว่างที่โรคสงบ อาจไม่มีอาการเลย แต่ผลึกยังอยู่ในข้อ หากไม่ได้ลดกรดยูริก ข้ออักเสบมักกลับมาถี่ขึ้น เป็นหลายข้อ และอาจเกิดก้อนโทฟัสหรือข้อเสียหาย เมื่อคุมกรดยูริกได้ต่อเนื่อง ผลึกจะค่อย ๆ ละลาย และก้อนโทฟัสค่อย ๆ ยุบลง [1]
กรดยูริกในเลือดสูงไม่ได้แปลว่าเป็นเกาต์เสมอไป ข้อมูลผู้ใหญ่กว่า 18,000 รายพบว่า ผู้ที่กรดยูริกตั้งแต่ 10 มก./ดล. ขึ้นไป เป็นเกาต์ประมาณครึ่งหนึ่งในเวลา 15 ปี ส่วนผู้ที่ต่ำกว่า 6 มก./ดล. เป็นเพียงประมาณ 1 ใน 100 [4]
เกิดจากอะไร ใครเสี่ยง
เกาต์เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งพันธุกรรม โรคประจำตัว และพฤติกรรมการกินและการดื่ม ระดับกรดยูริกในเลือดขึ้นกับพันธุกรรมมากกว่าอาหาร [6] แต่อาหารและเครื่องดื่มมีผลชัดเจนต่อการกำเริบ [7]
เพศและอายุ
พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า และพบมากขึ้นตามอายุ [3] ผู้หญิงมักเริ่มเป็นหลังวัยหมดประจำเดือน [1]
น้ำหนักตัวเกิน
การศึกษาภาระโรคทั่วโลกพบว่า ภาวะน้ำหนักเกินเกี่ยวข้องกับความพิการจากโรคเกาต์ประมาณ 1 ใน 3 [3]
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มหวาน
ยิ่งดื่มสุรามาก โอกาสเป็นเกาต์ยิ่งสูง โดยเฉพาะเบียร์ [8] น้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่หวานด้วยน้ำตาลก็เพิ่มโอกาสเช่นกัน [9]
อาหาร
อาหารที่มีสารพิวรีนสูงมาก (มากกว่า 200 มก. ต่อ 100 กรัม) ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เช่น ตับไก่ ตับหมู ตับวัว ปลาตัวเล็กตากแห้ง และกุ้งบางชนิด ส่วนเนื้อสัตว์ทั่วไปมีพิวรีนปานกลาง โดยเนื้อไก่มีพิวรีนสูงกว่าเนื้อหมูและเนื้อวัวบางส่วนเล็กน้อย [10] การกินเนื้อสัตว์และอาหารทะเลปริมาณมากเพิ่มโอกาสเป็นเกาต์ [11] และในผู้ที่เป็นเกาต์อยู่แล้ว ช่วง 2 วันที่กินอาหารพิวรีนสูงมาก โอกาสข้ออักเสบกำเริบเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า โดยเฉพาะพิวรีนจากสัตว์ [7] ผักบางชนิดมีพิวรีนไม่น้อย แต่ไม่พบว่าเพิ่มโอกาสเป็นเกาต์ [11] และเพิ่มโอกาสกำเริบน้อยกว่าเนื้อสัตว์มาก [7]
โรคประจำตัวและยาบางชนิด
โรคไตเรื้อรังและยาขับปัสสาวะบางชนิด ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง [1][2] ผู้ที่ใช้ยาประจำ รวมถึงยาป้องกันเลือดแข็งตัว ไม่ควรหยุดยาเอง ให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อน [2]
ข้ออักเสบกำเริบมักเกิดหลังดื่มสุรา กินเลี้ยง ร่างกายขาดน้ำ เจ็บป่วยหรือผ่าตัด หรือในช่วงแรกที่ เริ่มยาลดกรดยูริก [1]
ตรวจวินิจฉัยอย่างไร แยกจากโรคข้ออื่นอย่างไร
แพทย์จะซักประวัติลักษณะการปวด ตรวจข้อที่อักเสบ ตรวจหาก้อนโทฟัส และเอกซเรย์เมื่อจำเป็น ส่วนการตรวจเลือดดูระดับกรดยูริกและการทำงานของไต ผู้ป่วยเจาะเลือดที่ห้องปฏิบัติการภายนอก แล้วนำผลมาให้แพทย์ที่คลินิก ควรรู้ไว้ว่าในช่วงที่ข้ออักเสบอยู่ ระดับกรดยูริกในเลือดอาจปกติได้ [1] แพทย์จึงอาจให้ตรวจซ้ำเมื่อข้อหายอักเสบ
โรคเกาต์
ปวดบวมแดงขึ้นเร็ว มักเป็นทีละข้อ ที่เท้า ข้อเท้า หรือเข่า ทุเลาลงในไม่กี่วันถึงสัปดาห์ แล้วกลับมาเป็นซ้ำ
ข้ออักเสบติดเชื้อ
ข้อบวมแดงร้อนร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องตรวจและรักษาที่โรงพยาบาล [1]
หินปูนเกาะในข้อ (เกาต์เทียม)
มักพบในผู้สูงอายุ ที่ข้อเข่าหรือข้อมือ อาการคล้ายเกาต์ แต่ผลึกเป็นคนละชนิด [1]
ข้ออักเสบรูมาตอยด์
ปวดบวมข้อเล็กหลายข้อพร้อมกันทั้งสองข้าง เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อฝืดตอนเช้านาน และเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ [12]
โรคเกาต์
ข้ออักเสบรูมาตอยด์
ข้อที่เป็นบ่อย
ทีละข้อ โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า
หลายข้อพร้อมกันทั้งสองข้าง ข้อนิ้วมือ ข้อมือ
ลักษณะอาการ
ปวดบวมแดงขึ้นเร็วในไม่กี่ชั่วโมง เป็นช่วง ๆ
ค่อย ๆ ปวดบวม ข้อฝืดตอนเช้านาน เป็นต่อเนื่อง
สาเหตุ
ผลึกกรดยูริกสะสมในข้อ
ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้เยื่อบุข้ออักเสบ
ยาหลัก
ยาลดอักเสบช่วงกำเริบ และยาลดกรดยูริกระยะยาว
ยาควบคุมโรค ที่ปรับภูมิคุ้มกัน ต้องตรวจเลือดติดตามสม่ำเสมอ
ที่ Reclinic
ตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ที่คลินิก
ตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นได้ แล้วแนะนำให้พบอายุรแพทย์โรคข้อเพื่อดูแลต่อเนื่อง
โรคเกาต์
ข้อที่เป็นบ่อย
ทีละข้อ โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า
ลักษณะอาการ
ปวดบวมแดงขึ้นเร็วในไม่กี่ชั่วโมง เป็นช่วง ๆ
สาเหตุ
ผลึกกรดยูริกสะสมในข้อ
ยาหลัก
ยาลดอักเสบช่วงกำเริบ และยาลดกรดยูริกระยะยาว
ที่ Reclinic
ตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ที่คลินิก
ข้ออักเสบรูมาตอยด์
ข้อที่เป็นบ่อย
หลายข้อพร้อมกันทั้งสองข้าง ข้อนิ้วมือ ข้อมือ
ลักษณะอาการ
ค่อย ๆ ปวดบวม ข้อฝืดตอนเช้านาน เป็นต่อเนื่อง
สาเหตุ
ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้เยื่อบุข้ออักเสบ
ยาหลัก
ยาควบคุมโรคที่ปรับภูมิคุ้มกัน ต้องตรวจเลือดติดตามสม่ำเสมอ
ที่ Reclinic
ตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นได้ แล้วแนะนำให้พบอายุรแพทย์โรคข้อเพื่อดูแลต่อเนื่อง
อาการของโรคข้ออักเสบแต่ละชนิดคล้ายกันได้มาก การตรวจร่างกายร่วมกับผลเลือดและเอกซเรย์ช่วยให้แยกโรคได้ชัดขึ้น หากยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร มาตรวจเพื่อหาสาเหตุก่อนได้
รักษาโรคเกาต์อย่างไร
การรักษาเกาต์มี 2 ส่วนที่สำคัญเท่ากัน คือ ระงับข้ออักเสบในช่วงกำเริบ และลดกรดยูริกระยะยาวเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ [2][13]
ช่วงกำเริบ: ยาลดอักเสบ 3 กลุ่ม
ยาลดการอักเสบชนิดเฉพาะสำหรับโรคเกาต์ ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาสเตียรอยด์ชนิดกินหรือฉีดเข้าข้อ ลดปวดได้ใกล้เคียงกันในงานวิจัยแบบสุ่ม [14][15][16] แพทย์จะเลือกยาตามโรคประจำตัว การทำงานของไต และยาที่ใช้อยู่ [2]
เริ่มยาให้เร็ว ใช้ขนาดต่ำได้
งานวิจัยแบบสุ่มพบว่า ยาลดการอักเสบชนิดเฉพาะสำหรับโรคเกาต์ขนาดต่ำที่เริ่มภายใน 12 ชั่วโมงแรก ได้ผลใกล้เคียงขนาดสูง แต่ท้องเสียน้อยกว่ามาก [17]
พักข้อ ยกสูง และประคบเย็น
ใช้ร่วมกับยา ช่วยลดปวดและบวมในช่วงกำเริบ [2]
ใครควรกินยาลดกรดยูริก
แนวทางของสมาคมแพทย์โรคข้อสหรัฐอเมริกา (ACR) แนะนำเมื่อมีก้อนโทฟัส มีข้อเสียหายจากเกาต์ในภาพเอกซเรย์ หรือกำเริบตั้งแต่ 2 ครั้งต่อปี และพิจารณาในบางรายที่เพิ่งเป็นครั้งแรก เช่น มีโรคไตเรื้อรัง กรดยูริกสูงมาก หรือมีนิ่วในไต [2]
ปรับยาจนกรดยูริกต่ำกว่า 6 มก./ดล.
ตรวจเลือดเป็นระยะแล้วปรับขนาดยาจนถึงเป้า งานวิจัยแบบสุ่มพบว่า กา รให้ความรู้ผู้ป่วยร่วมกับปรับยาจนถึงเป้า ทำให้ผู้ป่วยถึงเป้าหมายประมาณ 95 ใน 100 ราย เทียบกับ 30 ใน 100 ราย ในการดูแลแบบเดิม และกำเริบน้อยลง [5]
ยาป้องกันข้ออักเสบช่วงเริ่มยาลดกรดยูริก
เมื่อกรดยูริกเริ่มลดลง ผลึกเดิมอาจหลุดออกมากระตุ้นการอักเสบได้ จึงให้ยาลดอักเสบขนาดต่ำร่วมด้วยอย่างน้อย 3–6 เดือน [2]
แนวทางของสมาคมโรค ข้อยุโรป (EULAR) แนะนำในทางเดียวกัน คือให้ความรู้ผู้ป่วยทุกราย และคุมกรดยูริกให้ต่ำกว่า 6 มก./ดล. ในระยะยาว [13]
ยาลดกรดยูริกมีแบบไหน ต้องกินนานแค่ไหน
ยาลดกรดยูริกมี 2 กลุ่มหลัก คือ ยาลดการสร้างกรดยูริก และยาเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต [2][13] ผู้ป่วยเกาต์ส่วนใหญ่มีกรดยูริกสูงเพราะไตขับออกได้น้อย [1] งานวิจัยแบบสุ่มในผู้ป่วยกลุ่มนี้พบว่า ยากลุ่มเพิ่มการขับกรดยูริกขนาดต่ำ ทำให้ถึงเป้าได้ประมาณ 61 ใน 100 ราย เทียบกับ 32 ใน 100 ราย ในยากลุ่มลดการสร้างขนาดต่ำ [18] อีกการศึกษาหนึ่งพบว่า ช่วยให้ผู้ที่ใช้ยากลุ่มลดการสร้างแล้วยังไม่ถึงเป้าหรือแพ้ยา ถึงเป้าได้เกือบทุกราย [19]
ยากลุ่มลดการสร้างกรดยูริกบางชนิด อาจทำให้แพ้ยาแบบรุนแรงในผู้ที่มียีน HLA-B*5801 ซึ่งพบได้ไม่น้อยในคนไทย การศึกษาในคนไทยพบว่าผู้ที่แพ้ยาแบบรุนแรงทุกรายมียีนนี้ [20] แนวทางของ ACR จึงแนะนำให้ตรวจยีนก่อนเริ่มยาชนิดนั้นในคนไทย [2] ที่ Reclinic ใช้ยากลุ่มเพิ่มการขับกรดยูริกเป็นหลัก จึงไม่ต้องตรวจยีนนี้ แพทย์จะเลือกกลุ่มยาตามการทำงานของไต โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ของแต่ละคน
ยาลดกรดยูริกไม่ใช่ยาแก้ปวด จึงต้องกินทุกวันต่อเนื่องแม้ไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องใช้ระยะยาว เพราะเมื่อหยุดยา กรดยูริกมักกลับมาสูงและข้ออักเสบกลับมาอีก [1] หากข้ออักเสบกำเริบระหว่างกินยา ไม่ควรหยุดยาเอง ให้กินยาลดอักเสบตามที่แพทย์แนะนำร่วมด้วย แล้วปรึกษาแพทย์ [2]
ยากลุ่มเพิ่มการขับกรดยูริกทำให้กรดยูริกออกทางปัสสาวะมากขึ้น จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ผู้ที่เคยเป็นนิ่วในไต มีโรคตับ หรือใช้ยาป้องกันเลือดแข็งตัว ควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มยา [21] ยากลุ่มนี้พบตับอักเสบได้น้อยมาก [21] แพทย์จึงให้ตรวจการทำงานของตับก่อนเริ่มยา และในการตรวจครั้งแรกหลังเริ่มยา
หลังเริ่มยาลดกรดยูริก หากมีผื่น ตาแดง แผลในปาก มีไข้ หรือตัวเหลืองตาเหลือง ควรหยุดยาและไปโรงพยาบาลทันที
ขั้นตอนการรักษาเกาต์ที่ Reclinic
1
ตรวจและวินิจฉัย
ซักประวัติ ตรวจข้อ และเอกซเรย์เมื่อจำเป็น ส่วนผลเลือด ผู้ป่วยเจาะที่ห้องปฏิบัติการภายนอกแล้วนำผลมาที่คลินิก
2
ระงับข้ออักเสบ
ให้ยาลดอักเสบที่เหมาะกับโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หากกินยาแล้ว 2–3 วันยังไม่ดีขึ้น ควรกลับมาพบแพทย์
3
วา งแผนระยะยาว
เมื่อข้อหายอักเสบ แพทย์พูดคุยว่าควรเริ่มยาลดกรดยูริกหรือไม่ ตามความถี่ของอาการ ก้อนโทฟัส และโรคประจำตัว [2]
4
ตรวจเลือดก่อนเริ่มยา
ดูระดับกรดยูริก การทำงานของไต และการทำงานของตับ
5
ตรวจซ้ำหลังเริ่มยาประมาณ 1 เดือน
ดูระดับกรดยูริก การทำงานของตับและไต และผลข้างเคียง แล้วปรับขนาดยาจนต่ำกว่า 6 มก./ดล. พร้อมกินยาป้องกันข้ออักเสบช่วงแรก [2]
6
ติดตามต่อเนื่อง
หากไม่มีผลข้างเคียง นัดห่างขึ้นเป็นทุก 3 หรือ 6 เดือน และปรับยาตามผลเลือดและโรคประจำตัว
สอบถามอาการระหว่างนัดได้ทาง LINE @khaninclinic หรือ Facebook khaninortho
ถ้าตรวจแล้วเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคข้ออักเสบอื่น
ผู้ที่ปวดบวมหลายข้อและยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร มาตรวจที่คลินิกเพื่อหาสาเหตุได้ รศ.นพ. คณินทร์ จะซักประวัติ ตรวจข้อ เอกซเรย์ และให้ตรวจเลือดตามความจำเป็น
หากผลตรวจเข้าได้กับข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งต้องใช้ยาควบคุมโรคที่ปรับภูมิคุ้มกันและตรวจเลือดติดตามอย่างสม่ำเสมอ [12] Reclinic ยังไม่มียากลุ่มนี้ จึงจะแนะนำให้พบอายุรแพทย์โรคข้อ เพื่อให้ได้รับยาและการติดตามที่เหมาะสม
ผู้ที่เป็นรูมาตอยด์อยู่แล้วและมีข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อมตามมา หรือหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด ยังดูแลเรื่องข้อกับ รศ.นพ. คณินทร์ ได้ อ่านเรื่องข้อเข่าเสื่อมและหัวกระดูกสะโพกขาดเลือดเพิ่มเติมได้
เกาต์ที่เป็นมานานโดยไม่ได้คุมกรดยูริก อาจทำให้ข้อเสียหายและเสื่อมเร็วขึ้น [1] การคุมกรดยูริกให้ถึงเป้าจึงช่วยปกป้องข้อในระยะยาว และทำให้ก้อนโทฟัสค่อย ๆ ยุบลงได้ด้วยยา โดยไม่ต้องผ่าตัด
ดูแลตัวเองอย่างไร
สิ่งที่ทำได้ทุกวัน
✓ หากน้ำหนักเกิน ค่อย ๆ ลดน้ำหนัก งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าช่วยลดกรดยูริกและการกำเริบ [22]
✓ ควรหลีกเลี่ยง: ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หนัก โดยเฉพาะเบียร์ [8] และอาหารที่มีพิวรีนสูงมาก เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาตัวเล็กตากแห้ง โดยเฉพาะการกินปริมาณมากในงานเลี้ยง [7][10]
✓ ควรลด: เนื้อสัตว์ทุกชนิด ทั้งไก่ เป็ด หมู วัว รวมถึงอาหารทะเล กินแต่พอดีในแต่ละมื้อ และลดน้ำอัดลม น้ำหวาน และน้ำผลไม้ [9][10][11]
✓ กินได้ตามปกติ: ไข่ นม เต้าหู้ และผักส่วนใหญ่ ซึ่งมีพิวรีนน้อยหรือไม่เพิ่มโอกาสเป็นเกาต์ [10][11]
✓ กินยาลดกรดยูริกทุกวันตามที่แพทย์สั่ง แม้ไม่มีอาการ และไม่หยุดยาเองในช่วงกำเริบ [2]
✓ มียาลดอักเสบติดบ้านตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อเริ่มกินทันทีเมื่อเริ่มปวด
✓ หลีกเลี่ยงยาชุด ยาลูกกลอน หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบส่วนประกอบ ซึ่งอาจมีสเตียรอยด์ผสม [23]
อาการแบบไหนควรรีบมาพบแพทย์
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรมาตรวจโดยเร็ว
ข้อบวมแดงร้อนร่วมกับมีไข้หรือหนาวสั่น
อาจเป็นข้ออักเสบติดเชื้อ ซึ่งต้องตรวจและรักษาโดยเร็ว [1]
ปวดบวมข้อเป็นครั้งแรก
ควรตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็นเกาต์หรือโรคอื่น ก่อนเริ่มยาระยะยาว
กินยาลดอักเสบแล้ว 2–3 วัน อาการไม่ดีขึ้น
อาจต้องปรับยา หรือตรวจหาสาเหตุอื่น
ก้อนโทฟัสแตก มีสารสีขาวหรือน้ำไหลออก หรือบวมแดงรอบก้อน
อาจมีการติดเชื้อร่วมด้วย
มีผื่น ตาแดง แผลในปาก หรือตัวเหลืองตาเหลือง หลังเริ่มยาลดกรดยูริก
⚠ ไปห้องฉุกเฉินทันที หาก
มีผื่นพองหรือผิวหนังลอกร่วมกับมีไข้ หรือมีแผลในปากและตาหลังเริ่มยา หรือข้อบวมแดงร่วมกับไข้สูงหนาวสั่น
อ่านต่อ
ศัลยกรรมกระดูกและข้อ
อาการและโรคที่หมอคณินทร์ดูแล ตั้งแต่รักษาโดยไม่ผ่าตัดจนถึงผ่าตัด
คำถามที่พบบ่อย
เอกสารอ้างอิง
Dalbeth N, et al. Gout. Lancet 2021;397:1843–1855.
FitzGerald JD, et al. 2020 American College of Rheumatology guideline for the management of gout. Arthritis Care Res (Hoboken) 2020;72:744–760.
GBD 2021 Gout Collaborators. Global, regional, and national burden of gout, 1990–2020, and projections to 2050: a systematic analysis of the Global Burden of Disease Study 2021. Lancet Rheumatol 2024;6:e507–e517.
Dalbeth N, et al. Relationship between serum urate concentration and clinically evident incident gout: an individual participant data analysis. Ann Rheum Dis 2018;77:1048–1052.
Doherty M, et al. Efficacy and cost-effectiveness of nurse-led care involving education and engagement of patients and a treat-to-target urate-lowering strategy versus usual care for gout: a randomised controlled trial. Lancet 2018;392:1403–1412.
Major TJ, et al. Evaluation of the diet wide contribution to serum urate levels: meta-analysis of population based cohorts. BMJ 2018;363:k3951.
Zhang Y, et al. Purine-rich foods intake and recurrent gout attacks. Ann Rheum Dis 2012;71:1448–1453.
Choi HK, et al. Alcohol intake and risk of incident gout in men: a prospective study. Lancet 2004;363:1277–1281.
Choi HK, Curhan G. Soft drinks, fructose consumption, and the risk of gout in men: prospective cohort study. BMJ 2008;336:309–312.
Kaneko K, et al. Total purine and purine base content of common foodstuffs for facilitating nutritional therapy for gout and hyperuricemia. Biol Pharm Bull 2014;37:709–721.
Choi HK, et al. Purine-rich foods, dairy and protein intake, and the risk of gout in men. N Engl J Med 2004;350:1093–1103.
Smolen JS, et al. Rheumatoid arthritis. Lancet 2016;388:2023–2038.
Richette P, et al. 2016 updated EULAR evidence-based recommendations for the management of gout. Ann Rheum Dis 2017;76:29–42.
Janssens HJ, et al. Use of oral prednisolone or naproxen for the treatment of gout arthritis: a double-blind, randomised equivalence trial. Lancet 2008;371:1854–1860.
Rainer TH, et al. Oral prednisolone in the treatment of acute gout: a pragmatic, multicenter, double-blind, randomized trial. Ann Intern Med 2016;164:464–471.
Roddy E, et al. Open-label randomised pragmatic trial (CONTACT) comparing naproxen and low-dose colchicine for the treatment of gout flares in primary care. Ann Rheum Dis 2020;79:276–284.
Terkeltaub RA, et al. High versus low dosing of oral colchicine for early acute gout flare: twenty-four-hour outcome of the first multicenter, randomized, double-blind, placebo-controlled, parallel-group, dose-comparison colchicine study. Arthritis Rheum 2010;62:1060–1068.
Yan F, et al. Superiority of low-dose benzbromarone to low-dose febuxostat in a prospective, randomized comparative effectiveness trial in gout patients with renal uric acid underexcretion. Arthritis Rheumatol 2022;74:2015–2023.
Reinders MK, et al. Efficacy and tolerability of urate-lowering drugs in gout: a randomised controlled trial of benzbromarone versus probenecid after failure of allopurinol. Ann Rheum Dis 2009;68:51–56.
Tassaneeyakul W, et al. Strong association between HLA-B*5801 and allopurinol-induced Stevens-Johnson syndrome and toxic epidermal necrolysis in a Thai population. Pharmacogenet Genomics 2009;19:704–709.
Lee MH, et al. A benefit-risk assessment of benzbromarone in the treatment of gout. Was its withdrawal from the market in the best interest of patients? Drug Saf 2008;31:643–665.
Nielsen SM, et al. Weight loss for overweight and obese individuals with gout: a systematic review of longitudinal studies. Ann Rheum Dis 2017;76:1870–1882.
Klinsunthorn N, et al. Determination of steroids adulterated in liquid herbal medicines using QuEChERS sample preparation and high-performance liquid chromatography. J Pharm Biomed Anal 2011;55:1175–1178.
ข้อมูลในบทความนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจเบื้องต้น ไม่ใช้แทนการตรวจและคำแนะนำจากแพทย์